ผมฟัง คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้งฝ่ายจัดการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์วิทยุหลายคลื่นในสองสามวันที่ผ่านมา
เห็นชัดว่าการเลือกตั้งที่กำหนดจะมีขึ้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นั้น มีปัญหาค่อนข้างแน่นอน จึงได้เสนอให้รัฐบาลรักษาการพิจารณาเลื่อนวันเลือกตั้งไป 3 เดือนโดยประมาณ
ล่าสุด รัฐบาลยังยืนยันว่าจะต้องเดินหน้าเลือกตั้งตามกำหนดการเดิม จึงทำให้เห็นภาวะ “ตีบตัน” เกิดขึ้น
คุณสมชัย ยืนยันว่า กกต.ทั้งห้าท่าน พร้อมจะจัดการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์
“จัดได้...แต่ลำบาก”
ประเด็นที่น่าสนใจขณะนี้ คือ รัฐมนตรีรักษาการบางคนออกมาวิจารณ์ว่า กกต. ไม่มีหน้าที่จะเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงต้องจัดการเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น คุณเฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรัฐมนตรีแรงงาน บอกว่า ถ้าคุณสมชัย ไม่พร้อมจะทำหน้าที่นี้ ก็ควรจะลาออกไปเสีย
คำถามที่หลายคนอยากรู้คำตอบ ก็คือว่า ถ้า กกต.ลาออก จะเกิดอะไรขึ้น?
คุณสมชัย บอกว่า ถ้าจะลาออก ก็คงลาออกทั้งห้าคน เพราะมติทั้งหลายที่ออกมาเป็นของ กกต. ทั้งห้า ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง
“ถ้า กกต.ลาออก คนที่หนาวที่สุด คือ รัฐบาลครับ สำหรับเราแล้ว ถ้าลาออก ก็โล่งใจที่สุด เพราะเราไม่ได้คิดว่าเป็นประโยชน์อะไรกับเรามากมายนัก เราสอนหนังสือ เราสนุกกว่าเยอะ...”
กกต.ท่านนี้บอกว่า เพียงแค่ กกต. ไม่ประชุมสักสองสามครั้ง “รัฐบาลก็ดิ้นพราดๆ แล้ว”
เหตุก็เป็นเพราะว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญๆ ต่างๆ ได้ เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง และหากจะทำอย่างนั้น ต้องขออนุมัติจาก กกต.
หรือหากรัฐบาลรักษาการ จะขอใช้งบประมาณกลางต่างๆ ก็ต้องขออนุมัติ กกต. เช่นกัน อีกทั้งการตัดสินใจใดๆ ที่มีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป ก็ทำไม่ได้ หาก กกต.ไม่เห็นด้วย
มีกรณีที่รัฐบาลขอใช้เงินของ ธ.ก.ส. เพื่อจ่ายให้แก่ชาวนาในโครงการจำนำข้าว เป็นจำนวน 55,000 ล้านบาท
“กกต. ยังไม่ได้อนุมัติ เพราะมีรายละเอียดน้อยเกินไป จะใช้เงิน 55,000 ล้านบาท แต่เขียนเป็นจดหมายเพียงฉบับเดียว โดยมีเนื้อความเพียงหน้ากระดาษเดียว เราจึงขออนุญาตให้ผู้รับผิดชอบโดยตรงให้มาชี้แจง โดยได้นัดหมายให้มาในสัปดาห์นี้ ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าท่านจะมาหรือไม่มา...” คุณสมชัย เล่า
ดังนั้น ถ้า กกต. ลาออก เรื่องนี้ก็จะสะดุดแน่นอน ไม่มีเงินไปจ่ายชาวนาตามที่รัฐบาลรับปากเอาไว้
ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาเพื่อเลือกตั้งนั้น ผู้รักษาการให้ดำเนินการเลือกตั้งมีสองคน คือ นายกรัฐมนตรี และ ประธาน กกต.
เมื่อหนึ่งในสองของผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา คือ ประธาน กกต. เห็นว่า การจัดให้มีการเลือกตั้งมีปัญหา จึงเสนอให้ผู้รักษาการอีกท่านหนึ่ง คือ นายกรัฐมนตรีพิจารณาหาทางออก
“ดังนั้น นายกฯ จึงควรจะต้องนั่งคุยกับประธาน กกต. เพื่อแก้ไขสถานการณ์ ไม่ใช่ให้รัฐมนตรีรักษาการของท่านออกมาพูดต่อว่า กกต.”
คุณสมชัย ยืนยันว่า กกต.ทั้งห้า ได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างเต็มที่ แต่เมื่อมีปัญหาก็จะต้องหาทางแก้ไข
เช่นขณะนี้ ยังขาดเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และ ภาคใต้ถึง 1 แสนคน เพราะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่ยอมมาทำหน้าที่ คุณสมชัย บอกว่า จะไปหารักษาการรัฐมนตรีมหาดไทย เพื่อจะถามว่าจะช่วยหาเจ้าหน้าที่เหล่านี้มาได้หรือไม่ อย่างไร
นี่ไม่นับปัญหาว่าในเขตเลือกตั้ง 28 เขตทางใต้นั้น ไม่มีผู้สมัครเลยแม้แต่คนเดียว และในอีก 22 เขต มีผู้สมัครเพียงคนเดียว เกิดความไม่แน่นอนว่าจะได้คะแนนเกิน 20% หรือจะมากกว่าคะแนน Vote No หรือไม่ ทำให้โอกาสที่จะได้ ส.ส.ครบอย่างน้อย 95% เป็นไปได้ยาก
ทำไม นายกฯ ไม่คุยกับประธาน กกต. ? ถ้าเลือกตั้งตามกำหนดเดิมวุ่นวายขึ้นมา ใครจะต้องรับผิดชอบ?
นักการเมือง ไม่ควรจะโยนปัญหานี้ให้ กกต. และกลไกรัฐอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือตำรวจ หรือข้าราชการ
วันนี้...ประชาชน จึงกลายเป็นตัวประกันของนักการเมือง ที่ไม่ยอมนั่งลงพูดคุยกันเพื่อแก้ปัญหา เป็นโศกนาฏกรรมระดับชาติ...ที่เห็นอยู่






