ปฏิบัติการปิดกรุงเทพ (Shut Down Bangkok ) หรือ ยึดกรุงเทพ (Occupy Bangkok) ของกลุ่มกปปส.
เพื่อยกระดับการกดดันให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากรักษาการ เปิดทางไปสู่การปฏิรูปประเทศโดยประชาชน เป็นการวัดใจคนกรุงเทพด้วยว่า พร้อมที่จะเดินเคียงข้างไปกับแนวทางของกลุ่มกปปส. โดยที่ตัวเองต้องยอมแบกรับผลกระทบโดยตรงในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วยหรือไม่
แม้ว่า กำนันสุเทพ เลขาธิการกปปส. จะยืนยันบนเวทีการชุมนุมที่ราชดำเนินชัดเจนว่า ปฏิบัติการปิดกรุงเทพ ใน7จุดสำคัญครั้งนี้ จะพยายามทำให้คนกรุงเทพเดือดร้อนน้อยที่สุด โดยมีเป้าประสงค์เพื่อให้ข้าราชการหยุดทำงาน ให้การสั่งการของรัฐบาลชุดนี้ล้มเหลว แต่ต้องยอมรับว่า ด้วยจำนวนคนน่าจะทำให้การจราจรในกรุงเทพกลายเป็นอัมพาต ไปตลอดการชุมนุม
แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าจำนวนคนจะเห็นด้วยกับปฏิบัติการครั้งนี้มากมายเพียงใด แต่ในเกมฝั่งของรัฐบาลคงพยายามที่ฝืนกระแสเพื่อไปสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้ เพราะฝ่ายยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อ่านเกมทะลุตั้งแต่ต้น แล้วว่า หากนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ลาออกจากรักษาการ ก็หมายถึงยอมให้ กลุ่ม กปปส ทำรัฐประหารโดยประชาชนได้สำเร็จ พรรคเพื่อไทยจะสูญเสียอำนาจ พ่ายแพ้ทั้งกระดาน จึงมีการปลุกกระแสฝั่งมวลชนของตนมาอย่างต่อเนื่อง ที่จะไม่เอาด้วยกับอำนาจนอกระบบ จะมีคนเสื้อแดงจำนวนที่มากมายกว่า ออกมาต่อต้าน เสี่ยงต่อการเกิดสงครามกลางเมือง
ฝั่งของเพื่อไทย ประเมินด้วยว่า หากรัฐบาลสามารถตีกรรเชียง ผ่านสัปดาห์แห่งความวุ่นวายของการปิดกรุงเทพนี้ไปได้ กระแสคนกรุงน่าจะตีกลับ เพราะคนกรุงเทพโดยทั่วไปและคนที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยมากกว่าหนึ่งล้านคนในกรุงเทพในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ไม่น่าจะอดทนแบกรับความเดือดร้อนของตัวเองไว้ได้นาน ขณะที่กลุ่ม นปช.ยังปักหลักที่จะเล่นเกมคู่ขนานกันไป รวมไปถึงเวทีนักวิชาการอิสระ ก็ยังพอ เป็นทางออกในการปฏิรูปประเทศ มากกว่าที่จะยอมตาม แนวทางของ กปปส.
ประเด็นสำคัญประการหนึ่ง หากสามารถเดินไปสู่เกมเลือกตั้งได้สำเร็จ ก็คือการผลักแรงกดดัน กลับไปให้ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศบอยคอตการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อต่อสู้ในแนวทางเดียวกับ กลุ่มกปปส. โดยหาก หัวหน้าพรรค อดีตสส.และสมาชิกพรรค ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แม้จะเป็นการลงคะแนนเสียง แบบโนโหวต ก็หมายถึงการยอมรับความชอบธรรมของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการ เป็นผู้อำนวยการ แต่ถ้าคนของประชาธิปัตย์ ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็หมายความถึงการขาดคุณสมบัติที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไป
สัปดาห์แห่งการชัตดาวน์กรุงเทพ จึงเป็นช่วงเวลาที่แหลมคมในการผลิกพันเปลี่ยนเกม ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะโดยข้อเสนอของฝั่งรัฐบาลที่จะยอมเลื่อนการเลือกตั้ง โดยแลกกับการยุติการชุมนุมของ กปปส. นั้น ถูกกำนันสุเทพ ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดบนเวทีการชุมนุมไปแล้ว
ความตรึงเครียดแห่งการเผชิญหน้า ย่อมทบทวีขึ้น
ได้แต่ภาวนาว่า “ศึกชิงเมือง” ที่กำนันสุเทพ ประกาศบนเวที จะไม่นำไปสู่การนองเลือดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนเกิดทางเลือกสุดท้ายให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร อย่างที่ใครบางคนปักธงเอาไว้
...สถานการณ์ยามนี้ การตั้งโต๊ะหันหน้าเจรจาหาทางออก น่าจะเป็นสิ่งที่เลขาธิการ กปปส.และนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ต้องทำมากที่สุด เพื่อหยุดความสูญเสียที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า





