วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สงคราม "การเมือง"

"เมื่อรัฐประหารแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นนำและอำมาตย์ต้องการ สังคมไทยจะอยู่ในสภาพที่ใครก็คุมไม่ได้

อยู่กันไม่เป็นสุข ขัดแย้งรุนแรงไม่สิ้นสุด ประเทศจะบอบช้ำไปอีกนาน นี่คือสิ่งที่ชนชั้นนำ อำมาตย์ และผู้นำกองทัพ ต้องการให้เกิดขึ้นแน่หรือ"

จาตุรนต์ ฉายแสง ตั้งคำถามท้าทาย "ชนชั้นนำ" หรือหากโค้ดคำพูดของ "แดงฮาร์ดคอร์" ก็ต้องถามว่า "จะเอาสงครามประชาชนกันยังงั้นหรือ"

เมื่อวันก่อน "นปช.แดงทั้งแผ่นดิน" ได้ประชุมข้อสรุปการปรึกษาหารือร่วมกัน ณ หอประชุมลิปตพัลลภฮอลล์ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา

ถ้าเกิดรัฐประหารขึ้นจริง ให้สมาชิก นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ปฏิบัติดังนี้

1.ให้แกนนำในทุกอำเภอจัดรถกระจายเสียงวิ่งประกาศสถานการณ์ทั่วพื้นที่ของตัวเอง และเร่งกระจายข่าวให้คนรู้โดยเร็วทั่วประเทศทันที

2.เรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ต้องเร่งถอนตัวจากกรุงเทพมหานคร ไปปักหลักอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน หรือในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อประกาศการต่อสู้ร่วมกับประชาชน

3.เรียกร้องต่อรัฐบาลและผู้มีอำนาจทั้งหลายให้เตรียมการตั้ง "รัฐบาลพลัดถิ่น" ทันที ที่จำเป็นเพื่อต่อสู้ในเวทีระดับโลก

4.ในระดับพื้นที่ ให้ตั้งจุดประสานงานต้านปฏิวัติ ที่จะต้องมีคนทำงานติดต่อสื่อสารได้ 24 ชั่วโมง (ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย) ในระดับหมู่บ้าน ให้แกนนำในระดับหมู่บ้านเตรียมเสบียงอาหาร ทรัพยากร เงินทองที่พอจะสละมาสนับสนุนได้เพื่อการต่อสู้แล้วเอามารวมกัน ณ จุดนัดหมายทันทีเพื่อเริ่มต้นการต่อสู้ในยกที่ 1

5.ให้พี่น้องทั้งหลายไปรวมตัวกันที่ค่ายทหารในจังหวัดนั้น ๆ

6.ให้พี่น้องไปรวมตัวกันที่สถานีตำรวจ เพราะที่นั่นมีทุกอย่างให้เลือกสรร

นั่นหมายถึงภาพสงครามประชาชนใน "จินตนาการ" ของคนเสื้อแดงที่ปลุกเร้ากันมา คงจะเป็นจริงเสียที หลังจากนั่งมโนอยู่นานหลายปีแล้ว

แต่ใน "ภาพที่เป็นจริง" มันหาได้เป็นจริงเช่นนั้นไม่ เพราะสังคมไทย มันมีมิติที่ซับซ้อน เกินกว่าจะมานั่งขีดเส้นและแต้มสี แยกเหลือง แยกฟ้าแบบง่ายๆ ในแผนที่ประเทศไทย

มหากาพย์การต่อสู้ทางการเมืองใน พ.ศ.ปัจจุบัน ไม่ใช่ "สงครามชนชั้น" ไม่ใช่ "สงครามระหว่างภาค" หากแต่เป็น "สงครามการเมือง" ของสองขั้วอำนาจ

ในภาคเหนือ และภาคอีสาน ก็ใช่ว่าจะมี "คนเสื้อแดง" ทุกตารางนิ้ว บนแผ่นดินถิ่นนั้น ยังมีคนไม่เห็นด้วยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมิใช่ว่าคนเหนือ-คนอีสาน จะต้องมนตราประชานิยมไปเสียทุกคน

ในภาคใต้ ก็ใช่ว่าจะมี "มวลชนนกหวีด" ทุกตารางนิ้ว คนใต้อีกจำนวนหนึ่งยังรู้สึกว่า ถูกเอารัดเอาเปรียบในเรื่องที่ดินทำกิน นายทุนสวนปาล์มได้ประโยชน์จากฝ่ายการเมือง ยังกดขี่ข่มเหงผู้ไร้ที่ดินทำกิน

คนรากหญ้าอีสานและเหนือ เข้าร่วมการชุมนุม "ยึดราชประสงค์" กับ นปช. เมื่อปี 2553 คนชนบทในภาคใต้ ก็เข้าร่วมชุมนุมกับ กปปส. "ปิดกรุงเทพ" ในปี 2557 เช่นกัน

มันจึงไม่ใช่สงครามชนชั้น เหมือนที่ "สหายปูน" พยายามวาดภาพสงคราม "อำมาตย์-ไพร่" ในจอแดงอยู่ทุกคืนทุกวัน

13 มกราคม 2557 แกนนำ กปปส. จึงออกแบบการชุมนุมปิดกรุงเทพ โดยให้มีจุดชุมนุมของ "คนต่างจังหวัด" ที่ชัดเจน 2 เวทีคือ

"เวทีแจ้งวัฒนะ" รับผิดชอบโดย "หลวงปู่พุทธะอิสระ" โดยจะมีมวลชนจากภาคกลางมาปักหลักพักค้าง อาทิ นนทบุรี, ปทุมธานี,สุพรรณบุรี,นครปฐม, ราชบุรี,กาญจนบุรี ฯลฯ

"เวทีห้าแยกลาดพร้าว" รับผิดชอบโดย "อิสสระ สมชัย" ที่จะรองรับมวลชนจากภาคเหนือ และอีสาน พร้อมด้วยคณะครูอาจารย์และนักศึกษา ม.เกษตรฯ และ ม.รังสิต เป็นกำลังหนุน

มินับเวทีอื่นๆ ที่จะมีมวลชนจากภาคใต้ เป็นกำลังหลัก เพราะบรรยากาศ 14 จังหวัดภาคใต้ในเวลานี้ ผู้คนเฝ้าหน้าจอบลูสกาย ติดตามการชุมนุมที่เมืองหลวงด้วยความคึกคัก ซึ่งมิต่างจากปี 2553 ที่คนอีสานเฝ้าหน้าจอแดง และส่งลูกหลานเข้าไปชุมนุมในกรุงเทพฯ

ย้ำอีกครั้งว่า มหากาพย์ปิดกรุงเทพ-เปิดกรุงเทพ ไม่ใช่สงครามชนชั้น แต่เป็นสงครามการเมืองของสองขั้วอำนาจ ที่มี "ประชาชน" เป็นฐานกำลัง!!