background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

จาก BRICs ถึง MINTs

จาก BRICs ถึง MINTs

คงไม่สายไปที่จะกล่าวคำสวัสดีปีใหม่ปีม้า พุทธศักราช 2557 แก่ท่านผู้อ่านนะครับ

ซึ่งตามตำราทางโหราศาสตร์ระบุไว้ว่าปีม้ารอบนี้ เป็น ปีม้าธาตุไม้ หรือ “ม้าไม้” ต่อเนื่องจากปี 2556 “ปีงูน้ำ” ที่มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยที่สำคัญ อาทิ

ราคาทองคำปรับตัวลดลงรุนแรงที่สุด
นโยบาย Abenomics ของญี่ปุ่นเริ่มออกฤทธิ์
เกิดเหตุ Government Shutdown ที่สหรัฐเนื่องจากนโยบาย ObamaCare ของประธานาธิบดี Obama
ดัชนี Dow Jones Industrial Index (DJI) ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุด

เริ่มมีการปรับลดขนาดของ QE (QE tapering) ที่สหรัฐลงเล็กน้อย และ Ben Bernanke ประกาศไม่เป็นประธาน US Federal Reserve System (ธนาคารกลางของสหรัฐฯ) ต่อ
เกิดปรากฏการณ์ กกปส. นำโดยสุเทพ (ปัจจุบันเรียกกันว่า “กำนันสุเทพ”)
มีประเด็นถกเถียงถึงลำดับก่อนหลังของการปฏิรูปและเลือกตั้งในประเทศไทย

สำหรับปี 2557 นี้นั้น เพื่อนผม อ.ทศพร ศรีตุลา หรือ “ซินแสช้าง” ได้ให้คำนิยามสำหรับ “หุ้น & เศรษฐกิจ” ของเมืองไทยประจำปี 2557นี้ว่าเป็น “ปีม้าพยศ” ซึ่งทุกอย่างจะไม่อยู่นิ่ง มีความผันผวน โดยจะเป็นลักษณะ “ถี่และบ่อย” มีเรื่องให้ต้องนั่งลุ้นกันทุกไตรมาส

โดย”ซินแสช้าง” คาดว่าจะไม่มีทางได้เห็น SET INDEX ขึ้นไปแตะระดับ 1,700 จุด ขณะเดียวกันก็จะไม่มีทางหลุดระดับ 1,000 จุด (อ่านรายละเอียดที่ ส่องดวง "ปีม้าไม้" "โหรทศพร" หุ้นผันผวนลุ้นทุกไตรมาส, กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 มกราคม 2557)

เปิดมาปีใหม่ การเมืองไทยก็ไม่นิ่งตามที่ อ.ช้าง บอกจริง ๆ ครับ ซึ่งคงต้องลุ้นผลจาก Bangkok Shutdown ของคณะ กกปส. ในวันจันทร์ที่ 13 มกราคม นี้ ว่าจะจบอย่างไร

และในระหว่างรอนี้ข้ามไปดูทางฝั่งสหรัฐ มีรายงานว่า นาง Janet Yellen รองประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ได้รับการเสนอชื่อและเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งประธาน FED คนใหม่ต่อจากนาย Ben Bernanke เป็นที่เรียบร้อย และมีข่าวตามมาอีกว่าได้มีการทาบทาม Prof. Stanley Fischer (อดีตรอง MD ของ IMF และผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล ผู้ซึ่งเคยอาจารย์ของ Ben Bernanke และ Mario Draghi ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป ที่ M.I.T.) ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งรองประธาน อีกด้วย ถือได้ว่าเป็น Dream Team แพ็กคู่

โดยทั้ง Yellen และ Fischer ต่างมีชื่อเสียงในเรื่องการยอมรับนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ทำให้มีการคาดการณ์กันว่านโยบาย QE ที่กำลังดำเนินการอยู่จะไม่ถูกปรับลด หรือ ยกเลิกโดยพลัน (หากเศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ )

นอกจากนี้ ในระหว่างนี้ ก็มีรายงานว่า นาย Jim O’ Neill อดีตนักเศรษฐศาสตร์ค่าย Goldman Sachs ผู้ที่มีชื่อเสียงจากการริเริ่มตั้งชื่อให้กลุ่มประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่ที่พวกเราคุ้นเคยกันแล้วก็คือ “กลุ่ม BRICs” ได้ออกมาตั้งชื่อและแนะนำกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะเติบโตเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต เรียกชื่อว่า “กลุ่ม MINTs”

ประเทศกลุ่ม BRICs ที่ O’Neil ริเริ่มให้จับตาเมื่อครั้งกระโน้น (ในปีค.ศ. 2001 หรือ 13 ปีที่แล้ว) ปัจจุบันมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมาก อย่างที่ O’Neil พยากรณ์ไว้

โดย BRICs ประกอบไปด้วย B แทนประเทศ บราซิล (Brazil) ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจวัดตาม GDP ปี 2012 เท่ากับ 2.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (Trillion US$) จัดเป็นอันดับ 7 ของโลก, R แทนประเทศรัสเซีย (Russia) ที่มี GDP ปี 2012 เท่ากับ US$2.01 Trillion จัดเป็นอันดับ 8 ของโลก , I แทนประเทศ India ซึ่งมี GDP ปี 2012 เท่ากับ US$1.84 Trillion อันดับ 10 ของโลก และสุดท้ายตัว C คือประเทศจีน หรือ China ซึ่งมี GDP ปี 2012 เท่ากับ $8.23 Trillion อยู่ในอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกาที่มี GDP ปี 2012 เท่ากับ $16.24 Trillion (สำหรับประเทศไทยเรา GDP ปี 2012 เท่ากับ 0.366 Trillion จัดเป็นอันดับที่ 31 ของโลก ครับ)

มาครั้งนี้ กลุ่มประเทศ “MINTs” ที่ Jim O’Neil คิดว่ามีระบบเศรษฐกิจที่น่าสนใจที่มีแนวโน้มเป็นยักษ์ใหญ่ตามรอยกลุ่มประเทศ BRICs ได้แก่ Mexico Indonesia Nigeria และ Turkey ซึ่งปัจจุบันมีขนาด GDP ปี 2012 เท่ากับ US$1.18 Trillion (อันดับ 14 ของโลก), US$0.88 Trillion (อันดับ 16 ของโลก), US$0.26 Trillion (อันดับที่ 39 ของโลก) และ US$0.79 Trillion (อันดับที่ 17 ของโลก) ตามลำดับ

โดยเหตุผลพื้นฐานร่วมกันของทั้ง 4 ประเทศ ที่มีจุดเด่นในเรื่องของทำเลที่ตั้ง และมีโครงสร้างทางประชากรศาสตร์ที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวมีการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยทำงานไปอีกอย่างน้อย 20 ปี

สำหรับประเทศ Mexico ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะเป็นตัวเชื่อมทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ส่วนประเทศในกลุ่มอาเซียนของเราอย่างอินโดนีเซีย O’Neil มองว่า อินโดนีเซียนั้นเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มอาเซียน และมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศจีน ในขณะที่ไนจีเรียนั้นมีจุดเด่นตรงที่อยู่กึ่งกลางระหว่างกลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกาตะวันตก มีทางออกมหาสมุทรแอตแลนติกที่อ่าว Guinea ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของทวีปแอฟริกาได้ในอนาคต

โดยทั้ง 3 ประเทศนี้เป็นประเทศที่ลักษณะเป็น Commodity Economy กล่าวคือ ผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ (Commodity Producer) เทียบได้กับประเทศรัสเซียและอินเดียของกลุ่ม BRICs

ส่วนสำหรับ Turkey หรือ ประเทศตุรกี นั้นเห็นได้ชัดว่ามีความได้เปรียบภูมิศาสตร์อย่างมาก เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยเป็นจุดเชื่อมทางพื้นดินระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย และเป็นจุดเชื่อมทางน้ำระหว่างทะเลดำ (Black Sea) และทะเลเมดิเตอร์เรเนีย (Mediterranean Sea) โดยตุรกีไม่ใช่เป็นประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่มีระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ

สอดคล้องกับ การประมาณการของธนาคารโลกและ Goldman Sachs ที่ระบุไว้ว่าในปี ค.ศ.2050 หรืออีก 36 ปีข้างหน้า ประเทศ “กลุ่ม MINTs” นี้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่โตจากปัจจุบันอีกมาก โดย Mexico จะมี GDP เท่ากับ US$6.95 Trillion (อันดับที่ 8 ของโลก) Indonesia มี GDP เท่ากับ US$6.04 Trillion (อันดับที่ 9 ของโลก) แซงหน้าประเทศมหาอำนาจอย่าง สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่ได้คาดว่ามี GDP อยู่อันดับ 10 อันดับ 11 และ 12 ตามลำดับ ขณะที่ประเทศ Nigeria และ Turkey ในอีก 36 ปีข้างหน้าคาดว่าจะมีขนาด GDP เท่ากับ US$4.91 Trillion (อันดับ 13 ของโลก) และ US$4.45 Trillion (อันดับ 14 ของโลก) ตามลำดับ

ใจจริง ผมปรารถนาให้ T ตัวท้ายของ MINT เป็น Thailand ประเทศของเรา แทนที่จะเป็น Turkey ครับ แต่ก่อนที่จะหวังได้ขนาดนั้น ก็คงต้องยอมรับความจริงและรอลุ้นต่อไปก่อนว่า ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ (รวมถึงที่เรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นมาตั้งแต่การปฏิวัติเมื่อปี พ.ศ. 2549) จะมีจุดสิ้นสุดลงอย่างไร โดยขอภาวนาให้จบลงได้ด้วยดี โดยความสุขสงบจงเกิดขึ้นในสังคมไทยเราได้ในเร็ววันนี้เถิด