วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หาทางออกให้กับประเทศไทย (5)

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจขอให้เขียนบทความนี้ล่วงหน้าในวันศุกร์ที่ 3 มกราคมเพื่อตีพิมพ์วันที่ 13 มกราคมคือวันที่คุณสุเทพประกาศปิดกรุงเทพพอดี

สาระของบทความนี้จึงอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ อย่างไรก็ดีจากข้อมูลที่มีอยู่ ณ วันนี้ คุณสุเทพประกาศว่า

“การปิดกรุงเทพ 13 มกราคมไม่ได้ทำให้เกิดรัฐที่ล้มเหลว” แต่มุ่งทำให้รัฐบาลล้มเหลว บริหารราชการไม่ได้ จะมีการลุกฮือคู่ขนานในต่างจังหวัด ปิดสถานที่ราชการและหากได้อำนาจรัฐเป็นรัฎฐาธิปัตย์แล้วคุณสุเทพจะไม่รับตำแหน่งใดๆ โดยที่มาของสภาประชาชนนั้น 300 คนจะมาจากสาขาอาชีพ อีก 100 คนจะให้ “คณะสรรหาส.ว.” ตาม ม.113 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นผู้คัดเลือก

ข้อเสนอของคุณสุเทพในการสรรหาสภาประชาชนตรงกับหัวข้อที่ผมจะขอเสนอความเห็นในครั้งนี้คือการเลือกตั้งส.ส.และส.ว. ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการปฏิรูปการเมืองเพราะเป็นเรื่องของการจัดสรรอำนาจทางการเมือง ทั้งนี้ ในหลักการของประชาธิปไตยนั้นประชาชนทุกคนจะต้องมีอำนาจทางการเมืองเท่ากัน ซึ่งสะท้อนได้จากความเท่าเทียมกันในการใช้สิทธิในการเลือกตั้งที่ให้สิทธิ 1 คน 1 คะแนนเสียง (ในกรณีของไทย ปัจจุบันให้ลงคนละ 2 เสียงเท่ากัน คือลงคะแนนเลือกพรรค (party list) และลงคะแนนเลือกส.ส.เขต) ดังนั้น ผมจึงให้น้ำหนักค่อนข้างมากกับการเลือกตั้ง แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเพียงส่วนประกอบส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเท่านั้น

หากพิจารณาข้อเสนอการจัดตั้งสภาประชาชนข้างต้น จะเห็นว่าสภาประชาชนจะมาจากการสรรหา “ผู้แทน” จากสาขาอาชีพ 300 คนซึ่งส่วนนี้ผมไม่ทราบว่าจะสรรหากันอย่างไร เพราะน่าจะมีมากกว่า 300 อาชีพและแต่ละอาชีพมีจำนวนผู้ประกอบอาชีพไม่เท่ากันและบางอาชีพอาจสำคัญกว่าจึงอาจมีผู้แทนได้มากกว่าหนึ่งหรือไม่และผู้ที่ประกอบอาชีพอื่นๆ จะยินยอมหรือไม่ แต่คงจะไม่ได้รักษาหลักการ 1 คน 1 เสียงอย่างแน่นอน สำหรับอีก 100 คนนั้นคือการสรรหาโดยคน 7 คน คือ

1. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

2. ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

3. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน

4. ประธานป.ป.ช.

5. ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

6. ผู้พิพากษาที่ศาลฎีกามอบหมาย 1 คน

7. ผู้พิพากษาที่ศาลปกครองมอบหมาย 1 คน

ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวมีศาลหรือผู้แทนของศาล 3 คนที่เหลือก็เป็นองค์กรอิสระอื่นๆ ในส่วนของกกต. นั้น คณะกรรมการสรรหามีศาลเป็นเสียงข้างมาก ผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจเงินแผ่นดินก็มีคณะกรรมการสรรหาที่เหมือนกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีศาลฎีกาและศาลปกครองกับองค์กรอิสระเป็นเสียงข้างมากในการสรรหา ป.ป.ช.นั้นจะมีคณะกรรมการสรรหา 5 คน คือประธานศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุด 3 คนเป็นเสียงข้างมาก กล่าวโดยสรุปคือผู้แทนสภาประชาชนอีก 100 คนนั้นก็จะถูกแต่งตั้งโดยคน 5-6 คน ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญ 2530 นั้นมาตรา 114 ซึ่งให้บุคคลดังกล่าว “รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่างๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพและภาคอื่นที่เป็นประโยชน์” แต่คุณสุเทพมิได้เสนอตรงนี้ คงเพราะจะเป็นการซ้ำซ้อนกับ 300 คนแรก แต่ทำให้เป็นการจำกัดการสรรหาไว้ในวงแคบและประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก จึงน่าจะต้องตั้งคำถามต่อไปว่าสภาประชาชนจะมาปฏิรูประบบการเลือกตั้งให้กระจายอำนาจออกไปอย่างทั่วถึงได้อย่างไรในเมื่อองค์กรเองก็ถูกเลือกมาจากวงแคบ นอกจากนั้นก็ยังไม่เห็นว่ามีกระบวนการหรือขั้นตอนใดที่จะคานอำนาจของสภาประชาชนได้ คือไม่มีพรรคฝ่ายค้านจะสามารถขออภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงอาจทำให้การคัดค้านสภาประชาชนจะต้องทำโดยการเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนซึ่งก็จะทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพอย่างยิ่ง

ในส่วนของข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูประบบการเลือกตั้งปัจจุบันนั้น ผมต้องยอมรับว่ายังไม่เห็นการกล่าวหาหรือหลักการว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นมีการคดโกงหรือซื้อเสียงจนกระทั่งเจตนารมณ์ของประชาชนถูกบิดเบือน เช่น หากการเลือกตั้งที่ผ่านมาในปี 2011 มีการซื้อเสียงทำให้ผลการเลือกตั้งถูกบิดเบือนก็น่าที่ฝ่ายที่เสียหายจะต้องออกมาคัดค้านและร้องเรียนทันที แต่ก็มีการยอมรับผลการเลือกตั้งและสามารถประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้ในระยะเวลาอันสั้น ที่สำคัญคือการเลือกตั้งในปี 2011 นั้นก็เป็นการเลือกตั้งที่รัฐบาลเสียงข้างมากนำโดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้แก้กติกาการเลือกตั้งเอง กล่าวคือ

1. เปลี่ยนจากเลือกตั้งเขตแบบ “พวง” (เขตใหญ่ 3 คน) มาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว แต่สสร.ของคณะปฏิวัติแก้เป็นเลือกตั้งเขตแบบ “พวง” เพื่อให้เขตเลือกตั้งมีขนาดใหญ่ขึ้นโดยหวังว่าจะทำให้การซื้อเสียงทำได้ยากขึ้น

2. เพิ่มจำนวนส.ส.สัดส่วน (party list) จาก 80 คนเป็น 125 คน (ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นเดิมที 100 คน) และเปลี่ยนการนับคะแนนส.ส.สัดส่วนจากสัดส่วนแบบแยกรายภาคเป็นบัญชีเดียวทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ 2540 นั่นเอง

ดังนั้น สำหรับกติกาการเลือกตั้งนั้นผมจึงไม่มีข้อเสนอใหม่ เพราะดูเสมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคู่แข่งของพรรคเพื่อไทย ก็ยังแก้รัฐธรรมนูญให้กลับไปใกล้เคียงกับกติกาที่กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งผมเห็นว่ามีความสมบูรณ์ในระดับหนึ่งแล้วและน่าจะตอบคำถามได้มากกว่าที่มาของสภาประชาชนที่ถูกเสนอขึ้นมาให้ปฏิรูปการเมืองในความเห็นของผมครับ