วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"รัฐบาลแห่งชาติ" เพื่อการปฏิรูปประเทศ

บนเงื่อนไขการเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการเลือกตั้งและการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของกลุ่ม กปปส. ที่มีคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ

ได้นำมาสู่ความเป็นไปได้บน “เงื่อนไขที่หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เกิดขึ้น” เราน่าจะเห็นหน้าตาของรัฐบาลได้ค่อนข้างชัดว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะเป็นจำนวนมากในกรุงเทพมหานครและในภาคเหนือภาคอีสาน จะทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำที่กุม “เสียงข้างมาก” ในสภาไว้ได้อีก

แม้จะมีผู้ให้ความเห็นว่า เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้รับแรงกดดันอย่างสูงจากรอบทิศทาง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอาจเลื่อนไหลไปสู่มือของ “ตาอยู่ หรือ พรรคทางเลือก” ซึ่งในเวลานี้เห็นว่ายังหน้าเก่าหรือคนเก่าในพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีอะไรแปลกแยกให้เห็นเด่นชัด จึงเชื่อได้ว่า หากสมการทางการเมืองเป็นไปในรูปนี้ ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อหมายเลขหนึ่ง คือ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น่าจะถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ความยากของรัฐบาลใหม่ที่ต้องเผชิญในคราวนี้ คงไม่ใช่เรื่องของใครจะรวมกับใคร เพราะการไม่มี “พรรคประชาธิปัตย์” ในสภาเลยย่อมเป็นภาพที่ออกมาให้ปรากฏชัดว่า รัฐบาลจะทำงานโดยแทบไม่มีเสียงคัดค้านใดๆ เพราะกิตติศัพท์ของพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนจะทำหน้าที่ “ฝ่ายค้านได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการเป็นรัฐบาล”

เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวคิด “การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขวิกฤตการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง” น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ ซึ่งหากการเจรจาประสานงานในทางใดทางหนึ่งให้พรรคประชาธิปัตย์ส่งคนเข้าร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นในสัดส่วนองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งไม่จะเป็นต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการเข้ามารับเป็นแกนกลางในการร่วมคณะทำงานการปฏิรูปการเมืองและเรื่องสำคัญต่างๆ อาจเป็นอีกหนทางในการสร้างความชอบธรรมให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งน่ากังวล คือ ความไม่มั่นใจว่าทางเดินนับจากนี้ถึงกำหนดวันเลือกตั้ง ท่ามกลางการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. จะเกิดอะไรขึ้นได้อีก ภายหลังมีการปะทะรวมทั้งการลอบสังหารกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจเกิดขึ้น กระทั่งกลายเป็นความระหองระแหง และถูกสร้างความเกลียดชังระหว่างกันอยู่ตลอดเวลาของ “สื่อ” หลายสื่อที่ให้การสนับสนุนแต่ละฝ่าย เพราะทุกฝ่ายมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารมาหักล้างความน่าเชื่อถือของแต่ละฝ่ายได้อย่างทันควัน ทำให้ประชาชนผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในสถานการณ์อันไม่ปกติเช่นนี้

ที่หลายคนกังวลและได้ปรารภให้ผมได้ยินอยู่บ้าง เห็นจะเป็นเรื่องของ “บรรทัดฐานทางสังคม” ที่คิดอ่านกันว่า ในอนาคตจำเป็นต้องพิจารณาถึง “ขอบเขตในการใช้สิทธิและหน้าที่ของพลเมือง” ว่าควรมีมาตรฐานอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบในการใช้มวลชนกดดันการทำงานของรัฐที่ชอบด้วยกฎหมายในอนาคต ซึ่งเราต่างเข้าใจดีว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปกป้องคุ้มครองสิทธิให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างเท่าเทียมกัน เพราะเสียงสะท้อนทั้งจาก “ผู้ชุมนุม” และ “เจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร” ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์จริง จำเป็นต้องรับฟังทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคกัน

กลไก “รัฐบาลแห่งชาติในตัวแบบ (model)” ที่กล่าวถึง จึงน่าจะเป็นช่องโอกาสให้ทุกฝ่ายสามารถหันหน้าเข้าหากันและพูดคุยปรึกษาหารืออย่างฉันมิตรเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ การสร้างความผาสุกความมั่นคงให้กับการพัฒนาประเทศและสังคม