วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปรียบเทียบประท้วงข้ามปี ไทย, บังคลาเทศ, กัมพูชา

เปิดมาปีใหม่ ไทยกับเพื่อนบ้านหลายประเทศ ยังมีปัญหาการประท้วงการเมือง ที่ต้องติดตามว่าจะจบลงอย่างไร

และมีบทเรียนที่จะแลกเปลี่ยนกันได้หรือไม่

การประท้วงของประชาชนที่กัมพูชา ลากยาวจากกลางปีที่แล้วข้ามมาถึงปีนี้ และจะไม่จบลงง่าย ๆ หากนายกฯฮุนเซน ที่ครองอำนาจมากว่า 28 ปีไม่ยอมถอย และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ที่จะพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์และยุติธรรม

เพราะเลือกตั้งคราวที่แล้วเมื่อ 28 กรกฎาคมปีก่อนนั้น แม้พรรคฝ่ายค้านของ นายสม รังสี จะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และพรรครัฐบาลของฮุนเซนจะเสียที่นั่งไปอย่างน่าตกใจ แต่ฝ่ายต่อต้านก็ยังยืนยันว่ามีการโกงกินมโหฬาร

ฝ่ายค้านไม่ได้เรียกร้องให้ฮุนเซนลาออกด้วยซ้ำ เพียงขอให้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนกลับไปสู่คูหาเลือกตั้ง และให้มีมาตรการป้องกันการโกงการเลือกตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ทั้งโดยคนเขมรเองและองค์กรระหว่างประเทศ

ไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อ ฮุนเซน ครองอำนาจมายาวนานขนาดนี้ เขากุมกลไกการหย่อนบัตรอย่างเหนียวแน่น และข้าราชการประจำก็จะต้องยอมสนองตอบสิ่งที่ ฮุนเซน สั่งการไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

แต่คนกัมพูชารุ่นใหม่ที่ใช้ social media ติดต่อแลกเปลี่ยนความเห็นและนัดหมายชุมนุมกันอย่างคึกคักไม่ต้องการอยู่ภายใต้ระบอบเก่าที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน และการเล่นเส้นสายและพรรคพวกอีกต่อไป จึงได้เทคะแนนเสียงให้กับฝ่ายค้านเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างแท้จริง

ฮุนเซนเองก็คงจะตกใจพอสมควรกับกระแสต่อต้านเขาที่สูงอย่างนี้ และยังกระจายตัวออกไปจากเมืองหลวงสู่ต่างจังหวัดอย่างกว้างขวาง

ปีใหม่นี้ ผมเห็นจำนวนคนเขมรที่ออกมาเดินขบวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภาพถ่ายทางอากาศกลางกรุงพนมเปญก็แสดงถึงความพร้อมเพรียงของ “มวลมหาประชาชน” ของกัมพูชาที่ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเช่นกัน

ที่พม่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในอีกปีเศษ ๆ และจะเป็นการตัดสินใจของคนพม่าครั้งสำคัญ เพราะอองซานซูจีที่เป็นแกนสำคัญในการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารประกาศว่า จะสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดี

เสียงเรียกร้องของเธอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้รับการตอบสนองจากพรรครัฐบาลที่กองทัพหนุนอยู่ นั่นคือพรรค USDP (Union Solidarity and Development Party) มีมติว่าจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ห้ามคนที่แต่งงานกับคนต่างด้าวเป็นประธานาธิบดีได้

พูดง่าย ๆ คือการตัดมาตราที่เขียนขึ้นโดยทหารเมื่อหลายปีก่อน เพื่อตัดโอกาสที่อองซานซูจีจะมีตำแหน่งทางการเมืองสูงสุดในประเทศ

การที่พรรค USDP ของประธานาธิบดีเต็งเส่งมีมติเช่นนี้ มีความหมายทางการเมืองไม่น้อย เพราะเท่ากับเป็นกระบวนการ “ปรองดอง” ในประเทศพม่าที่จะนำไปสู่การเปิดกว้าง ของระบอบประชาธิปไตยอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่พูด แต่จะทำจริงในทางปฏิบัติ

ก่อนหน้านี้ พรรค NLD ของอองซานซูจี ได้ประกาศว่าหากไม่แก้รัฐธรรมนูญก็จะคว่ำบาตรการเลือกตั้ง แต่หลังจากนั้นไม่นานพรรคฝ่ายค้านก็ออกมายืนยันว่า จะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ, พรรคนี้ก็จะสมัครรับเลือกตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นปากเสียงของประชาชนทั่วประเทศ

การเมืองพม่าในปีใหม่นี้จะเข้าสู่โหมดของการหาเสียงเลือกตั้ง โดยที่อองซานซูจี จะต้องแข่งขันกับตัวแทนของกองทัพที่เป็นประธานสภาอยู่ขณะนี้คือ ฉ่วยมาน ซึ่งก็ผลักดันแนวทางการเปิดประเทศพม่าสู่การพัฒนาประชาธิปไตยเช่นกัน

เปรียบเทียบกันแล้ว วิกฤตการเมืองของไทยเราหนักหน่วงกว่าเพื่อนบ้านสองประเทศนี้ จะมีที่ใกล้เคียงกับไทยก็คือ การประท้วงที่บังคลาเทศใกล้ ๆ เรานี่แหละ

การประท้วงที่บังคลาเทศ ต่อเนื่องมาหลายเดือน รัฐบาลของนายกฯ ชีค ฮาซินา ประกาศให้มีการเลือกตั้งวันที่ 5 มกราคม (พรุ่งนี้) แต่ฝ่ายค้านต่อต้านการเลือกตั้ง บอกให้นายกฯโอนอำนาจให้รัฐบาล “คนกลาง” เพื่อรักษาการและดูแลการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าการหย่อนบัตรภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจะมีการโกงกันสะบั้นหั่นแหลก

ผู้ประท้วงพยายามทำให้ประเทศเป็นอัมพาตด้วยการหยุดการบริการรถไฟ, รถเมล์ และเรือต่าง ๆ เกือบทั่วประเทศ

รัฐบาลเชิญตัวแทนสหประชาชาติชื่อ Oscar Fernandez-Taranco มาเป็น “คนกลาง” เพื่อไกล่เกลี่ยระหว่างสองฝ่าย แต่ยังไม่มีอะไรยืนยันว่าการเลือกตั้งพรุ่งนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และความรุนแรงจะมีต่อเนื่องหรือไม่ เพราะมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงแล้วไม่น้อยกว่า 15 คน และบาดเจ็บหลายร้อยแล้ว

จึงได้แต่หวังว่าคนไทย จะหาทางยุติปัญหาการเมืองของตน ได้ดีกว่าเพื่อนบ้านที่เอ่ยมาทั้งหลาย... แต่วันนี้เมืองไทยก็ยังมืดมนไม่น้อยไปกว่าบังคลาเทศเลย