ในวันใดวันหนึ่งของชีวิตคนเรา จะมีสักวันหนึ่งที่เราอยากจะปรับเปลี่ยนตัวเราเองไปจากเดิมมากบ้างน้อยบ้าง
ซึ่งการปรับเปลี่ยนตัวเราเองนั้นเริ่มต้นได้ทันที ไม่เหมือนการปฏิรูปที่ร้องเรียกให้คนอื่นทำ ต้องร้องดังร้องนานแค่ไหนก็ไม่ทราบได้ คนอื่นถึงจะยอมปฏิรูปตามที่ตัวเราต้องการ การเริ่มต้นปฏิรูปตัวเองให้คนอื่นดูก่อนนี่แหละจะเป็นการพิสูจน์ว่าตัวเราจริงจังกับการปฏิรูปแค่ไหน หลายคนนึกไม่ออกว่าจะปฏิรูปตนเองได้อย่างไรบ้าง ตัวฉันดีจนหาที่ติไม่ได้สักอย่าง ขอให้ลองไล่ดูจากสิ่งที่บอกกล่าวต่อไปนี้ ว่าตัวท่านมีอาการที่สมควรปฏิรูปเหล่านี้อยู่บ้างหรือไม่
เริ่มจากการเห็นว่าโกหกเล็กน้อย โกงนิดหน่อยไม่เป็นไร โกหกแล้วคนอื่นไม่ได้ทุกข์ โกงแล้วคนอื่นไม่เดือดร้อน ถ้ามีอาการนี้แค่สักครั้งสองครั้งต่อสัปดาห์แสดงว่าท่านสามารถปฏิรูปตนเองด้วยการตั้งใจจะพูดความจริง จากใจจริงมากขึ้น จะเอาเปรียบเล็กๆ น้อยๆ กับใครก็ปฏิรูปตนเองด้วยการบอกกล่าวความจริงให้ทราบกันตรงๆ ไม่ใช่โกหกเล็กน้อย ไม่ใช่โกงเล็กน้อย การโกงเกิดขึ้นได้เพราะคนที่ถูกโกงไม่ได้รับทราบว่าตนเองถูกเอาเปรียบอย่างไร ปฏิรูปตนเองให้กล้าเผชิญหน้ากับความจริงว่าเราเอาเปรียบคนอื่นอยู่ ถ้าทนไม่ได้ที่จะพูดอย่างหน้าตาเฉยว่าฉันขอมีสิทธิพิเศษกว่าท่านทั้งหลายในการทำงานนี้ เพราะตัวฉันมีความสำคัญกับหน่วยงานมากกว่าท่านทั้งหลายจากสาเหตุและความจำเป็นที่ฉันได้บอกกล่าวให้ท่านได้ทราบ ตัวเราเองจะกำกับให้เราพยายามลดการเอาเปรียบคนอื่นให้น้อยลง เพราะเราละอายที่จะบอกความจริงนี้อย่างตรงไปตรงมา เว้นแต่ว่าตัวเราย่ำแย่เต็มทีในด้านความเห็นแก่ตัว
ถ้าพูดถึงเจ้านาย พูดถึงเพื่อนร่วมงานแล้วเป็นอันต้องมีเรื่องนินทาได้เป็นนิจ ฉันว่าเจ้านายก็เก่งนะ แต่ว่ามีเรื่องต้องนินทาสักห้าหกเรื่องเพื่อนร่วมงานดีทั้งนั้น แต่นินทาทุกคนได้หมด แม้ว่านินทาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แต่ถ้าอยากหานิสัยที่ต้องการปฏิรูป นิสัยชอบนินทานี่แหละเป็นนิสัยหนึ่งที่เป็นเป้าหมายในการปฏิรูปได้เป็นอย่างดี นินทาเรื่องการงานลดลงไปให้มากจะเหลือไว้บ้างก็แค่พอเติมเต็มสีสันในการงาน แต่ก่อนเรานินทาได้เฉพาะคนรอบตัว เพราะรู้แค่นั้นเห็นแค่นั้น ปัจจุบันทั้งอินเทอร์เน็ต ทั้งเครือข่ายสังคม ทำให้ขอบเขตการนินทากว้างขวางกว่าที่เคยมีมาก่อน นินทาจึงกินเวลา กินแรงของเรามากกว่าเดิมมากมายนัก หยุดหรือลดนินทาคนอื่นลงหน่อย เราจะได้แรงได้เวลากลับคืนมาอีกเยอะทีเดียว นินทาคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตการงานของเราไม่มีประโยชน์อื่นใด นอกจากความสะใจโดยที่คนที่เราเสียเวลานินทานั้นก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย
ตรงกันข้ามกับการนินทาคือการอ่อนไหวเกินกว่าเหตุ อะไรนิดอะไรหน่อยก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปหมด คุยเล่นพูดเล่นกันอยู่ดีๆ พอโดนกระทบนิดเดียวก็กลายเป็นฟืนเป็นไฟ การอ่อนไหวเกินสมควรเป็นอีกอย่างหนึ่งที่น่าจะปฏิรูปได้ บางคนอ่อนไหวแล้วตอบโต้เกินสมควรจนเพื่อนฝูงงงว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนอ่อนไหวแล้วเก็บเงียบ ใครๆ ก็รังแกฉัน ชีวิตเป็นทุกข์ตลอดกาล อาการอ่อนไหวแล้วเก็บเงียบมักเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเสียสละเกินจำเป็น กลายเป็นพระเวชสันดารยุคอินเทอร์เน็ต ใครขออะไรมาฉันให้หมด พอตนเองต้องพึ่งพาคนอื่นบ้าง กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือเหมือนกับที่ตนทุ่มเทให้กับคนอื่นเพราะพระเวชสันดรมีอยู่ท่านเดียว ก็เลยออกอาการน้อยเนื้อต่ำใจ เก็บกดอยู่ในตัว ใครว่าอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ทันที ปฏิรูปให้ปฏิเสธได้บ้าง ให้บ้างตามกำลังที่มี อาการอ่อนไหวแบบเก็บกดจะลดลงเยอะ ส่วนอาการอ่อนไหวแบบโวยวายนั้น ต้องทำในทางตรงข้ามคือปฏิรูปให้รู้สึกมีความสุขจากการเป็นผู้ให้มากอีกหน่อย การรู้จักให้ในระดับที่พอเหมาะพอควรจะช่วยลดการอ่อนไหวต่อสรรพสิ่งได้เป็นอย่างดี
อีกอย่างหนึ่งที่เมื่อปฏิรูปแล้ว คนรอบตัวจะเป็นสุขมากขึ้นมาก คือลดการมีความสุขจากการได้สั่งให้คนอื่นทำนั่นทำนี่ หน้าที่การงานมีสายบังคับบัญชากันอยู่แล้ว แค่สั่งการตามหน้าที่ทุกวันนี้ยังถือว่าล้าสมัย สมัยนี้เป็นยุคที่ลูกพี่ต้องสามารถสร้างความผูกพันและความพึงพอใจต่อหน้าที่การงานให้กับลูกน้อง ทำให้ลูกน้องทำงานด้วยความผูกพันและความพึงพอใจ ไม่ใช่ทำงานเพราะถูกบังคับ หรือทำเพราะเห็นแก่ค่าจ้างค่าตอบแทน การมีความสุขที่ได้สั่งการจึงเป็นความสุขของคนในยุคก่อนสมัยก่อน สมัยนี้ต้องปฏิรูปใหม่ให้กลายเป็นความสุขจากการได้เห็นได้ทราบความผูกพันที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้ร่วมการงาน ซึ่งที่ใดก็ตามที่ลูกพี่ชอบสั่ง ที่นั่นมักมีความผูกพันของลูกน้องต่ำ ทำตามที่สั่งกับทำด้วยความผูกพันต่างกันมากในแง่ของผลิตภาพและประสิทธิผลของการทำงานนั้น แต่ต้องระวังอย่าให้เกินเลยจนกระทั่งลูกพี่แบกโลกอยู่คนเดียว กลายเป็นพระเวชสันดรประจำสำนักงานนั้นไปเลย จากการที่ลูกน้องขออะไรมาฉันก็ให้ไปหมด เพราะหวังความผูกพันเป็นผลตอบแทนจากการให้ลูกน้องสารพัดอย่างที่ขอมา
ถ้าทุกอย่างที่กล่าวมาแล้ว ท่านบอกว่าตัวท่านมิได้เข้าข่ายอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ลองถามคนใกล้ตัวว่าเชื่อตามที่ท่านบอกหรือไม่ ถ้าไม่หลงตัวเองจนถึงขนาดฉันเท่านั้นที่ถูก แค่ดูหน้าคนที่เราถามเพื่อขอคำยืนยันก็รู้แล้วว่าเรามีอะไรที่ต้องปฏิรูปมากแค่ไหน






