"นิธิ"ย้ำต้องปฏิรูปผ่านกระบวนการ ปชต.
ในการเสวนาหัวข้อ "คน=เท่ากัน เดินหน้าเลือกตั้ง ร่วมกันปฏิรูป" ซึ่งจัดโดยสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น มีนักวิชาการ นักคิด และนักกิจกรรมทางสังคมเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย
โดยเฉพาะคำถามสำคัญที่ว่า "ถ้าถึงที่สุดแล้วการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 ไม่เกิดขึ้น หรือถูกทำให้สะดุดหยุดลงจริงๆ นักประชาธิปไตยทั้งหลายควรจะทำอะไรได้บ้าง"
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บ.ก.ลายจุด) แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า ถ้าวันที่ 2 ก.พ.57 ไม่มีเลือกตั้ง ให้เรานัดหมายกันในวันดังกล่าว หาอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดข้อความกากบาททั่วประเทศ กามันทุกที่ ดำเนินการแบบว่าเราเลือกการเลือกตั้งกัน
รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ก่อนไปถึงประเด็นที่ว่า วันที่ 2 ก.พ.57 จะมีหรือไม่มีเลือกตั้ง ณ ขณะนี้ต้องยืนยันว่ามี รัฐบาลต้องยืนยันว่ามี ต้องมีการเลือกตั้ง ถ้าจะมีการปล่อยคนไปเผาสถานที่เลือกตั้ง ก็ปล่อยให้ทำไป แต่เราเป็นประชาชน เราควรยืนยันว่ามีเลือกตั้ง และรัฐบาลต้องจัดให้มีขึ้นให้ได้
รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวว่า "ผมคิดว่าหากมันไม่มีเลือกตั้งก็อาจเป็นเหตุธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เหตุธรรมชาติอาจต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไป แต่ถ้าเหตุดังกล่าวเกิดจากการกระทำของมนุษย์ อันนี้มันคือการขัดขวางการเลือกตั้ง พรรคการเมืองมีสิทธิ์ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ควร ไม่อย่างนั้นจะตั้งพรรคการเมืองมาเพื่ออะไรถ้าไม่ลงเลือกตั้ง ประเด็นตรงนี้ถ้าไม่ลงเลือกตั้ง ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่สมควร และไม่มีสิทธิ์หักหลังการเลือกตั้ง การหักหลังการเลือกตั้งคืออันธพาล"
ลักขณา ปันวิชัย (คำ ผกา) คอลัมนิสต์ชื่อดัง กล่าวว่า เห็นด้วยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.57 ไม่มีไม่ได้ แต่อยากมองข้ามช็อตไปคือ ถ้าวันที่ 2 ก.พ.57 ไม่มีการเลือกตั้งอะไรจะเกิดขึ้น หนึ่ง คือจุดจบของ ปชป. (พรรคประชาธิปัตย์) เพราะไม่มีพรรคการเมืองไหนที่ตั้งขึ้นมายาวนานที่สุด แล้วสามารถบอยคอตการเลือกตั้งได้ถึง 3 ครั้ง พรรคการเมืองใดก็ตามตั้งมานานแล้ว แต่สามารถบอยคอตการเลือกตั้งได้ถึง 3 ครั้งติดๆ กัน นั่นคือหมดสภาพความเป็นพรรคการเมือง
สอง วันนี้คนที่พยายามจะล้มการเลือกตั้ง ขอให้ย้อนกลับไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นในปี 2490 แล้วขอให้นึกถึงลูกของคุณในอีก 20 ข้างหน้า หลานของคุณในอีก 20 ปีข้างหน้าว่าเขาจะเกิดภายใต้ระบอบที่คุณจะก่อตั้งขึ้นมาในมือของคุณ และอีก 20 ข้างหน้า ลูกหลานของคุณจะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และในวันนั้นปลายกระบอกปืนจากระบอบอำมหิตที่คุณสร้างขึ้นมาจะคืนกลับไปที่ลูกของคุณ
ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เงื่อนไขที่พวกเขาไม่รีบให้จัดการเลือกตั้ง ไม่ใช่เพราะเขาคิดว่ามันไม่ใช่เป้าหมายสำคัญที่สุด สำหรับพวกเขา ประเด็นที่ต้องการไม่ให้มีการเลือกตั้งก็คือเขาต้องการอำนาจสมบูรณ์ ดังนั้นถ้ามีการเลือกตั้ง เขาต้องการจะรวบอำนาจเหนือแผ่นดินมาสู่มือของพวกเขา ถ้าเราเจออำนาจสมบูรณ์ที่ใช้อำนาจ ไม่ใช่ตัวแทนของเรา เราจะทำอย่างไร เราไม่กลัว มันเป็นอำนาจของเราโดยชอบ ปล้นของเรา เราจะทวงคืน ด้วยวิธีใดต่างๆ ต้องสู้กันครึ่งปี ก็สู้กันครึ่งปี ต้องสู้กัน 1 ปี ก็สู้กัน 1 ปี ต้องสู้กัน 10 ปี ก็สู้กัน 10 ปี
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า การปฏิรูปเป็นสิ่งพึงกระทำในกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่สามารถประชุมนักปราชญ์หรือผู้รู้จำนวนน้อยเพื่อตัดสินใจว่าจะปฏิรูปอะไร อย่างไร แล้วยัดเยียดให้คนส่วนใหญ่ยอมรับ เพราะการปฏิรูปทุกอย่างมีคนได้และเสียเสมอ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการต่อรอง ถกเถียง แสดงเหตุผล จนกว่าจะเห็นพ้องต้องกันพอสมควรว่าจะต้องปฏิรูปอะไร เดินไปทางไหน จึงไม่มีเหตุผลที่จะแยกการปฏิรูปและการเลือกตั้งออกจากกัน
อันที่จริงการเลือกตั้งคือการประชุมประชาชนทั้งประเทศในการช่วยกันคิดว่าจะเลือกพรรคไหนที่เสนอแนวทางปฏิรูปที่ประชาชนเห็นชอบมากที่สุด ทั้งสองเรื่องนี้จึงไม่ควรแยกออกจากกัน เพราะแท้ที่จริงมันคือกระบวนการอันเดียวกัน และเป็นสิ่งที่ผูกขาดไม่ได้ ระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีตัวแทนเช่นนี้เราหลีกหนีไม่พ้น อย่างไรก็ต้องใช้ระบบตัวแทน ถ้าไม่ใช้เสียงข้างมากแล้วจะใช้อะไร
ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มายาคติของชาวกรุงต่อคนชนบท คือ หนึ่ง คนชนบท โง่ จน เจ็บ ตลอดเวลา เงินเลยซื้อได้ มีข้อมูลเยอะมากที่จะถกเถียง สามารถค้นได้เต็มไปหมด ความจนมีอยู่แค่ไหนในประเทศ ความจนลดลงมากจากการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ ชนชั้นกลางมีมากขึ้นในปัจจุบัน เกิดชนชั้นกลางใหม่ ชั้นกลางรากหญ้า คนจบปริญญาตรีมากขึ้น
มีงานวิจัยที่บอกว่า นโยบายสามสิบบาทได้ผล เกษตรกรน้อยลง รายได้จากเกษตรกรรมน้อยลง ไทยไม่ได้เป็นประเทศเกษตรกรรมอีกต่อไป ที่เคยเรียนกันมาเป็นเรื่องในอดีต หรือเป็นเรื่องโกหกกันไปแล้ว ชนบทเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่สังคมที่ใสซื่อ เรียบง่าย หรือให้ใครมาหลอกได้อีกต่อไป มายาคติแบบนี้ใช้ไม่ได้แล้ว
สอง คนชนบทไม่ได้เสียภาษี ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง รัฐเก็บภาษีจากภาษีทางอ้อม คือภาษีจากการจับจ่ายใช้สอย เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ได้มากกว่าภาษีทางตรง โดยเก็บได้ 57% เก็บภาษีทางตรงได้ 24% โดยมี 19% เก็บจากภาษีธรรมดา แล้วคนชนบทเสียภาษีไหม ทั้งคนเมืองคนชนบทต่างเสียภาษีจากการจับจ่ายใช้สอย แล้วประชากรใครมากกว่า คนในชนบทมากกว่า แล้วใครเสียภาษีมากกว่ากัน คนชนบท เพราะจำนวนประชากรมากกว่า เมื่อคนชนบทเสียมากกว่าย่อมมีสิทธิได้รับสัดส่วนบริการจากรัฐไม่น้อยหรือมากกว่าคนกรุงด้วยซ้ำ
สาม คนชนบทถูกระบบอุปถัมภ์ครอบงำ ระบบอุปถัมภ์ไม่มีแล้วในชนบท ในหนังสือพิมพ์ ย้อนไป 20 ปีก่อน มีเจ้าพ่อยิงกัน ปัจจุบันแทบไม่เห็น จังหวัดใหญ่ๆ ที่มีพรรคการเมืองครองเสียงยาวนาน เช่น สุพรรณบุรี เที่ยวที่แล้วยังเสียบางเขตให้นักการเมืองหน้าใหม่ งานของ ประจักษ์ ก้องกีรติ บอกว่ายิ่งสังคมไทยเป็นประชาธิปไตย ระบบอุปถัมภ์ยิ่งน้อยลง คนชนบทไม่ได้ต้องให้มาอุปถัมภ์อีก
สี่ คนชนบทเลือกตั้งไม่เป็น คนชนบทมีตัวแทนอย่างน้อย 2 คนในสภาตำบล สภาจังหวัด ส.ส.เขต และระบบบัญชีรายชื่อ เลือกตั้งบ่อยมาก ยิ่งระบบเก่าก่อนหน้านี้ยังมีการเลือกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เดิมจะอยู่ในวาระทุก 4 ปี แต่ปัจจุบันเลือกครั้งเดียว 60 ปี ชาวบ้านบ่นว่าเลือกครั้งเดียว ไม่มีโอกาสถอดถอน และการซื้อเสียงมีมากขึ้นกว่าการเลือกตั้งแบบเก่า ทำไมเกิดระบบแบบนี้ หลังรัฐประหาร 2549 จะเห็นว่าการขึ้นมาของอำนาจเผด็จการแต่ละครั้งลิดรอนอำนาจประชาชนไปเรื่อยๆ จะยอมให้อำนาจเบ็ดเสร็จมาลิดอำนาจประชาชนไปอีกหรือ อำนาจที่มีจะเท่าเดิมไหม อย่ามาสอนประชาธิปไตยให้คนชนบท คนชนบทรู้ดีกว่าคุณ
ห้า นักการเมืองท้องถิ่นถูกพรรคการเมืองครอบงำ ถ้าการปฏิรูปไปอยู่ในมือ กปปส. ข้อเสนอเรื่องหนึ่งต้องถูกดึงมาแน่ นั่นคือการให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แบบใหม่ ที่ไม่มีการเลือกตั้ง สรรหาคนดีจากท้องถิ่นมาเป็นตัวแทนประชาชน ไม่ให้มีนักการเมืองท้องถิ่นถูกครอบงำจากพรรคใหญ่
(ขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วนจากสำนักข่าวอิศรา)






