วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต่างฝ่ายต่างอ้างต่างชาติ

มีเสียงวิพากษ์จากบางฝ่ายว่ารัฐบาลสหรัฐมี “สองมาตรฐาน” ในกรณีการประท้วงของไทยกับของยูเครน

แนววิจารณ์นี้บอกว่าในกรณียูเครน สหรัฐเข้าข้างผู้ประท้วงรัฐบาล แต่ในกรณีไทยกลับเข้าข้างรัฐบาล

เขาวิเคราะห์ต่อว่าที่วอชิงตันอยู่ข้างฝ่ายต่อต้านที่ยูเครน เพราะผู้นำของเขาเอียงไปทางรัสเซีย สหรัฐจึงต้องสนับสนุนฝ่ายคัดค้าน

เขาบอกด้วยว่า ในกรณีไทย สหรัฐเห็นประโยชน์ที่จะคบกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์มากกว่า จึงไม่เห็นด้วยกับฝ่ายที่กำลังเรียกร้องให้ นายกฯ ลาออก

มีคนโยงไปถึงข่าวคราวว่ารัฐบาลไทยได้ว่าจ้าง “ล็อบบี้ยิสต์” ที่วอชิงตัน เพื่อจะน้าวโน้มให้รัฐบาลโอบามา เห็นอกเห็นใจรัฐบาล

และยังมีข่าวว่าการ “วิ่งเต้น” ขณะนี้โยงใยกับการที่อเมริกาต้องการจะกลับมาใช้ฐานทัพในประเทศไทยด้วย

ประเด็นเรื่องล็อบบี้ยิสต์ได้รับการปฏิเสธจากกระทรวงการต่างประเทศไทยไปแล้ว ข้อหลังนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจนจากรัฐบาลไทยและสหรัฐ

แต่ตรงกับจังหวะที่ทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย คริสตี เคนนีย์ พาพลเรือเอกแซมมวล เจ. ล็อคเลียร์ ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐ ในภาคพื้นแปซิฟิก เข้าพบ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการประท้วงของ กปปส. อยู่ จึงทำให้นักวิจารณ์บางคนนำประเด็นนี้มาผูกโยงกันด้วย

ผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งไปที่หน้าสถานทูตสหรัฐ วันก่อน เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐ เพราะ “แทรกแซงกิจการภายใน” ของไทย

ผมจึงไปค้นดูถ้อยแถลงทางการของสหรัฐ เพื่อพิจารณาว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

ข้อความแรก คือ คำแถลงทางการของโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งมีเนื้อหาสั้นๆ อย่างนี้

Statement by Jen Psaki

Department Spokesperson

The United States strongly supports democratic institutions and the democratic process in Thailand, a long-time friend and ally. Prime Minister Yingluck has called for elections as a way forward amid ongoing political tensions and demonstrations. We encourage all involved to resolve political differences peacefully and democratically in a way that reflects the will of the Thai people and strengthens the rule of law.

อ่านแล้วก็ตีความไม่ได้ว่า วอชิงตันอยู่ข้างรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้าน เป็นคำแถลงกลางๆ เหมือนที่หลายๆ ประเทศออกถ้อยแถลงมา นั่นคือ ขอให้ยึดหลักสถาบันและกระบวนการประชาธิปไตย (ซึ่งก็อ้างกันทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน) และ สนับสนุนให้ “ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง” หาทางออกที่สันติและประชาธิปไตย ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของคนไทยและที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับหลักนิติธรรม

หลังจากมีการกล่าวหาว่า สถานทูตสหรัฐในกรุงเทพฯ แทรกแซงการเมืองภายในของไทย ก็มีคำให้สัมภาษณ์ของโฆษกสถานทูต นายวอลเตอร์ โบรนโนห์เลอร์ ว่า สหรัฐเป็นกลางในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย และยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซง เพราะตระหนักดีว่านี่เป็นเรื่องภายในของประเทศไทย

น่าสนใจว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ก็พยายามจะดึงเอา “นักการทูตต่างประเทศ” มาอยู่ข้างตน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ทั้งสองข้างต้องเข้าใจว่าท้ายที่สุดแล้ว คนไทยเองนี่แหละที่จะตัดสินว่าวงการทูตระหว่างประเทศจะสนับสนุนฝ่ายใด ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะสามารถเชิญทูตมาฟังบรรยายสรุปของตนได้มากกว่ากัน

ยิ่งฝ่ายใดต้องอ้างว่ากี่ประเทศได้แสดงการสนับสนุนตน ก็ยิ่งแสดงว่าฝ่ายนั้นไม่มีแรงสนับสนุนในประเทศเพียงพอ

ที่รัฐมนตรีต่างประเทศไทยอ้างเกือบทุกวันว่า วันนั้นวันนี้มีกี่ประเทศที่ออกแถลงการณ์สนับสนุนรัฐบาล (ล่าสุดตัวเลขที่อ้าง คือ 50) นั้น ก็เป็นการตีความของกระทรวงเอง เพราะหากอ่านแถลงการณ์ของประเทศต่างๆ เหล่านี้ ก็ไม่ได้บอกว่าเข้าข้างใด เพียงแต่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อความขัดแย้งที่อาจจะนำไปสู่ความรุนแรง

แถลงการณ์จากต่างประเทศส่วนใหญ่ เพียงขอให้มีการแก้ไขปัญหากันอย่างสันติ ปราศจากความรุนแรง และให้ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย ซึ่งไม่ได้แปลว่าประเทศต่างๆ เหล่านั้น ยืนอยู่ข้างไหนของความขัดแย้งในประเทศไทย

ขืนอ้างไปก็จะไม่มีประเทศไหนยอมรับว่าเข้าข้างฝ่ายไหน เพราะนั่นไม่ใช่วิถีปฏิบัติของนักการทูตอาชีพ

กรณี สหรัฐ อาจจะมีความยุ่งยากกว่าคนอื่น เพราะมีความสัมพันธ์โยงใยหลายทาง และเมื่อเกิดการประท้วงที่ยูเครน วอชิงตันก็กระโดดเข้าข้างผู้ประท้วง ถึงขั้นที่วุฒิสมาชิกคนดังอย่าง ยอห์น แมคเคน นำทีมไปยืนประกาศสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอย่างเปิดเผย

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุที่ประเทศไทย ทุกความเคลื่อนไหวและถ้อยแถลงของสหรัฐ จึงถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิดและถูกตีความตามที่แต่ละฝ่ายต้องการได้เสมอ

ต้องไม่ลืมว่าคำว่า “กระบวนการประชาธิปไตย” ที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ กล่าวถึงนั้น ในความหมายของสหรัฐย่อมหมายถึงการเลือกตั้ง การปฏิรูป สิทธิของการประท้วง และการต่อต้านคัดค้านการลุแก่อำนาจ (abuse of power) รวมไปถึงการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจังด้วย

ส่วนข่าวคราวเรื่องสหรัฐกดดันไทย ให้ยอมเปิดฐานทัพ เข้าสู่ข้อตกลง Trans-Pacific Partnership (TPP) หรือกิจกรรมอื่นใดที่น่าสงสัยคลางแคลง ก็ควรจะเป็นเรื่องที่นักการเมืองที่อาสามาทำงานรับใช้ประชาชน แสดงจุดยืนของตนต่อผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในคราวต่อไปให้ชัดเจน

เพราะว่า...เป็นหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. ที่อ้างความเป็น “ประชาธิปไตย” ทุกคนจะต้องแสดงความรู้ความสามารถที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศในเวทีสากล ไม่ว่าจะมาจากซีกรัฐบาลหรือต่อต้านรัฐบาล...ก็ตาม