"Breakout Nations"

หลายท่านยังคง surprise กับการที่ FOMC ได้ตัดสินใจเริ่ม Tapering ในเดือนม.ค. ปีหน้า
การตัดสินใจนี้ อ้างอิงกับตัวเลขภาคการจ้างงานที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง ที่ประชุมยังได้กล่าวถึงการคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.25% ต่อไป จนกว่าภาคอสังหาริมทรัพย์จะมีการฟื้นตัวชัดเจน นี่หมายถึง FOMC ต้องการเห็นดอกเบี้ยระยะยาว 20-30 ปี อยู่ในระดับต่ำ เพราะ Housing market จะฟื้นตัวได้ ต่อเมื่อผู้ซื้อเข้าถึงเงินกู้ยืมได้ ด้วยมติดังกล่าว ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะน้ำมัน และตลาดหุ้นขนาดใหญ่มีการตอบรับที่ดีมาก โดยเฉพาะ Dow Jones ที่ทำ New High โดยปิด +1.8% ทะลุ 16,000 ไปเรียบร้อย นอกจากนั้น Tapering ยังส่งผลให้ USD แข็งค่าขึ้นในทันที และได้แข็งค่า against เงินเยนของญี่ปุ่นจาก 102.5 ไปยัง 103.9 ในวันเดียว ผลที่ตามมาคือ ดัชนีหุ้น Nikkei 225 ซึ่งในปีนี้จัดเป็น Pair trade กับ USD/JPY ปรับตัวขึ้น +1.7% ตอบรับข่าว Tapering ของสหรัฐเช่นกัน
การได้ติดตามประเด็นสำคัญๆ เหล่านี้อย่างใกล้ชิด มีผลต่อเนื่องไปถึงการติดตามเรื่อง Fund flows ที่เกิดจากการ Rebalance portfolio ของนักลงทุนทั่วโลก หนึ่งในประเทศที่อยู่ในเรดาร์ของทุกคนในมุมของการลงทุนและการเติบโตของเศรษฐกิจ คือ อินโดนีเซีย เรามักได้ยินผู้จัดการกองทุนกล่าวถึงตลาดหุ้นของประเทศอินโดนีเซียในความน่าสนใจ ปัจจัยที่อินโดนีเซีย ต้องแก้ไขเพื่อแซงหน้าประเทศอื่นๆ ใน Asean คือ การจัดการกับความผันผวนของค่าเงิน และปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศ
ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ หนึ่งเล่ม ที่ชื่อว่า “Breakout Nations” หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Banker ที่ชื่อว่า RUCHIR SHARMA ซึ่งเป็น Head of Emerging Markets ที่ Morgan Stanley ผม Strongly recommend หนังสือเล่มนี้ครับ เป็นหนังสือที่อ่านง่ายและให้ภาพความสามารถในการแข่งขัน จุดเด่น จุดด้อย ของแต่ละประเทศในกลุ่ม Emerging Markets จากมุมมองของผู้เขียน ผมคิดว่าในประเทศไทยผู้เล่นในเรื่องนี้อย่างจริงจังคือนักเศรษฐศาสตร์ระดับชาติ และรวมถึง Guru ด้าน Marketing อย่างท่านอาจารย์ ดร. สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์
ก่อนที่จะเข้าประเด็น Competitiveness ของประเทศในกลุ่ม EM ตามหนังสือ “Breakout Nations” ผมขอสรุป indicator เบื้องต้น ที่สามารถใช้เพื่อจัดแบ่งประเทศในกลุ่ม DM vs. EM ดังนี้ครับ
ประเด็นแรก คือ Sovereign Credit Rating
อาจกล่าวได้ว่า Credit Rating ของประเทศหนึ่งๆ เป็นการพิจารณาโดยรอบด้านของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, นโยบายของรัฐบาล แนวโน้มและทิศทางของเงินเฟ้อ, ความสมบูรณ์ของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (Infrastructure), ความแข็งแกร่งของระบบการเงินการธนาคาร, GDP per capita, ตัวเลข Budget deficits, ตัวเลข Debt to GDP และอื่นๆ ประเทศพัฒนาแล้ว (DM economies) หลายประเทศในยุโรปล้วนผ่านเกณฑ์เหล่านี้ และประเทศเช่น Switzerland Norway Germany และ Netherlands จึงยังคงได้รับ Sovereign Credit Rating ในระดับ “AAA” อย่างต่อเนื่องมาช้านาน หันมองแถบเอเชีย เราพบว่าประเทศที่จัดเป็น DM โดยชัดเจนคือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และ ฮ่องกง ในขณะที่ ไต้หวัน และเกาหลี อาจจะยังคาบเกี่ยวระหว่างขอบบนของ EM และขอบล่างของ DM
ประเทศในกลุ่ม EM หรือ Emerging Markets ส่วนใหญ่จะได้รับ Credit rating ในระดับ BB จนถึง BBB อันดับความน่าเชื่อถือที่อยู่ในระดับคาบเกี่ยวกับ Investment Grade นั้น มาจากความกังวลในเรื่องของการดำเนินนโยบายของรัฐฯ และความแข็งแกร่งของระบบการเงินการธนาคาร และปัญหาด้านการคอร์รัปชัน กลุ่มสุดท้ายคือ
Undeveloped markets คือ กลุ่มที่ยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบๆปี ในการพัฒนา Infrastructure และระบบการเงินการธนาคาร รวมถึงตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งรวมถึงประเทศลาว กัมพูชา
ประเด็นที่ 2 คือGDP per capita
GDP per capita เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากข้อแรก ซึ่ง cut-off ระหว่าง DM กับ EM น่าจะอยู่ที่ USD20,000 per capita อย่าลืมว่า เกาหลีใต้ เมื่อสิปปีก่อน อยู่ที่ระดับ USD10,000+ เท่านั้น และในปัจจุบัน GDP per capita ของเกาหลีใต้อยู่ที่ USD 35,000 ขณะที่ของไทยอยู่ที่ USD9,500 และอาจจะไม่สามารถเติบโตได้ด้วยอัตราที่สูงดังใน 5-10 ปี ที่ผ่านมา หากไม่มีการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือต่อยอดในด้าน R&D หรือ Manufacturing ดังที่เราทำได้ดีมากๆ ในอุตสาหกรรมรถยนต์และเป็นปัจจัยที่ทำให้เราถูกขนานนามว่า TIGER เมื่อหลายปีก่อน
ประเด็นที่ 3 คือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดหุ้น ดอกเบี้ย อันเป็นผลมาจาก Fund flows
เราสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจ DM มีความผันผวนต่ำในประเด็นนี้ กล่าวคือ ทุกตลาดมีทั้ง Breadth และ Depth สามารถรองรับความผันผวนอันมาจาก Global crisis ต่างๆ ได้เพราะตลาดที่พัฒนาแล้วจะมี product ที่หลากหลาย มีเครื่องมือเพื่อใช้ในการ Hedge ดอกเบี้ย commodities และหุ้น ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนั้นการมีตลาดที่สมบูรณ์หมายรวมถึง การมีผู้ลงทุนหลายกลุ่มที่มี Preferred habitat (นโยบายและรูปแบบการลงทุน) ที่แตกต่างกัน ครอบคลุมถึง Yield curve ทั้งเส้นตั้งแต่ Overnight จนถึง 30 หรือ 50ปี ประเทศอินโดนีเซีย ต้องเผชิญกับประเด็นความผันผวนค่าเงินอย่างมาก รวมถึงความเปราะบางในระบบการเงินการธนาคารหลังจาก Crisis ปี 1997 ทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีความล่าช้า
ประเด็นที่ 4 คือการพัฒนาของตลาดเงินตลาดทุน
ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นความผันผวนในข้อ 3 ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญคือ ความแข็งแกร่งของตลาดเงินและตลาดทุน โดยทั่วไปขนาดของตลาดดอกเบี้ยและตลาดหุ้นของประเทศ EM นั้น มีสัดส่วนที่เล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดโลก EM บางประเทศอาจมิได้ถูกรวมอยู่ใน Benchmark หรือ Index ชั้นนำด้วยซ้ำไป ในกรณีเช่นนี้ นักลงทุนต่างชาติที่บริหารเงินลงทุนแข่งกับ Benchmark อาจจะละเว้นการลงทุนในประเทศดังกล่าว เพื่อให้เห็นตัวอย่างชัดเจน ลองพิจารณาประเทศไทยที่ Market cap ของ SET อยู่ที่ 12.6ล้านล้านบาท หรือ 115% ของ GDP เป็นตัวอย่างว่า เวลาที่ต่างชาติ Net sell ตลาดมีความสั่นคลอนมากเพียงไร
ประเด็นที่ 5 คือการดำเนินนโยบายของภาครัฐฯ
ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะสามารถส่งผลกระทบต่อเงินลงทุนของเขาได้ตลอดเวลา มาตรการเหล่านี้รวมถึง มาตรการภาษี การใช้ Capital control การดำเนินนโยบายดอกเบี้ย การควบคุมระดับเงินเฟ้อ และนโยบายการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน อาจกล่าวได้ว่าประเด็นนี้เป็นหนึ่งในการพิจารณาของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนทั้งในรูปของ FDI (Foreign Direct Investment) เพื่อสร้างโรงงาน หรือ Hot money (Portfolio flows) ซึ่งผลักให้ประเทศในกลุ่ม EM เป็นรองอย่างมากเนื่องจากการดำเนินนโยบายต่างๆ (อย่างมันคงและยั่งยืน) ล้วนขึ้นกับเสถียรภาพในรัฐบาล รวมถึงระยะการหวังผลจากนโยบายต่างๆว่าเป็นระยะยาวหรือระยะสั้น
ต่างชาติกล่าวว่า Economic risk ของประเทศไทยว่าคือ “Political risk” หากประเทศไทยไม่มีการปฏิรูป เศรษฐกิจเราคงถดถอยและตามหลังอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์อย่างแน่นอน







