เราชอบบ่นกันว่าปัญหาของประเทศคือคนไม่มีการศึกษา แต่ผมเพิ่งอ่านบทความที่เสนอว่าปัญหาของประเทศอาจจะเป็นเพราะ "คนมีการศึกษา" มีจำนวนมากเกินไป
Peter Turchin นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯออกมานำเสนอผลงานวิจัยซึ่งใช้ข้อมูลเปรียบเทียบจากหลายประเทศ เขาพบว่าในประวัติศาสตร์ของทุกสังคมไม่ว่าจะกรุงโรมจีนอังกฤษฝรั่งเศสหรือสหรัฐฯช่วงที่สังคมมีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงที่สุดล้วนเป็นช่วงที่มีการผลิต "คนมีการศึกษา" (หรือ "ชนชั้นนำ" หรือ "อำมาตย์" แล้วแต่จะเรียก) จำนวนมากเกินความต้องการของสังคม และเป็นช่วงที่ช่องว่างระหว่างคนชั้นสูงและคนชั้นล่างถ่างออกมากที่สุด (คือมีแต่การขยายตัวของกลุ่มคนชั้นสูง ซึ่งผูกขาดอำนาจและทรัพยากรในสังคม แต่ไม่มีการขยายตัวของกลุ่มคนที่มีฐานะและรายได้ปานกลาง)
กรุงโรมที่คลาคล่ำด้วยนักปราชญ์ กลับต้องล่มสลายเพราะความขัดแย้งทางการเมืองในหมู่นักปราชญ์เอง ที่รบรากันท่ามกลางคนยากจนในสังคมจำนวนมาก ส่วนประเทศจีนในยุคราชวงศ์เองก็เช่นกัน ภายหลังจากยุคที่สงบสันติและมีการผลิตบัณฑิตจำนวนมาก ก็จะเข้าสู่ยุคที่บัณฑิตเหล่านั้นวางกลศึกสงครามสู้รบกัน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ “อำมาตย์” รับใช้เจ้านายของตน แยกแผ่นดินจีนหนึ่งเดียวออกเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางชาวนาชาวไร่ที่ลำบากและยากจนลงเรื่อยๆ
ไม่น่าแปลกใจที่เหมาเจ๋อตงเมื่อปฏิวัติประเทศจีนสำเร็จแล้วกลับรังเกียจคนมีการศึกษา เหมากลัวการก่อตัวของกลุ่มชนชั้นนำ ซึ่งอาจทำให้ตนเองเสียอำนาจ เขาจึงนำประเทศเข้าสู่ยุคการปฏิวัติวัฒนธรรม บังคับให้ชนชั้นนำในเมือง รวมทั้งปัญญาชนและนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ออกไปเรียนรู้ชีวิตชาวนาในชนบทเป็นการแก้ปัญหาเพื่อรักษาอำนาจของตน แต่สร้างความเสียหายให้ประเทศจีนอย่างใหญ่หลวง
กลุ่มคนชนชั้นอำมาตย์นั้นภาษาจีนมีคำเรียกแกมหยอกล้อว่า เป็นพวก "เจี๊ยะป้าบ่อสื่อ" (เพราะไม่ต้องทำไร่ไถนาหาเช้ากินค่ำเหมือนคนเดินดินทั่วไป) สุดท้ายจึงรบพุ่งกันเองมีแนวโน้มคล้ายกันเช่นนี้ไม่ว่าจะในสังคมโบราณหรือสังคมสมัยใหม่ Peter Turchin ตั้งสมมติฐานว่า เมื่อมีการผลิตคนที่มีคุณสมบัติเป็นชนชั้นนำจำนวนมาก แต่ตำแหน่งสำหรับคนกลุ่มนี้มีจำนวนจำกัดกลุ่มคนที่ไม่ได้ตำแหน่งไม่ได้ประโยชน์จากระบบก็จะไปยืนข้างตรงข้ามทำให้เกิด "วิกฤติการเมือง" แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายสร้างความวุ่นวายในสังคม
สำหรับในสหรัฐฯช่วงเวลาที่มีการผลิตนักกฎหมายมากขึ้นแบบก้าวกระโดดนำไปสู่ยุคที่บ้านเมืองวุ่นวายที่สุดเพราะไม่มีที่พอให้นักกฎหมายพวกนี้สุดท้ายก็กระโดดไปเล่นการเมือง ซึ่งก็มีที่จำกัดลองคิดดูว่าตำแหน่งผู้แทนในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ มีที่นั่งจำกัดอยู่เพียง 535 ที่นั่ง (สภาสูง 100 คน สภาล่าง 435 คน) ในช่วงเวลาที่จำนวนผู้สมัครเพิ่มขึ้นมาก ล้วนตรงกับช่วงที่มีการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นนำด้านบน และช่วงที่ช่องว่างระหว่างคนชั้นสูงกับคนชั้นล่างถ่างกว้างขึ้น ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง การประกาศจุดยืนต่างกันสุดขั้ว อุณหภูมิความขัดแย้งร้อนแรงขึ้นอย่างชัดเจน
ช่วงเวลาที่กลับมาสงบสุขก็คือหลังจากที่รบกันจนทุกฝ่ายเสียประโยชน์แล้วอำมาตย์พวกนี้หันกลับมาตกลงกันได้ (เรียกตามศัพท์คนมีการศึกษาว่า "ปฏิรูป") นั่นคือขยายและประสานประโยชน์ครอบคลุมชนชั้นนำทุกกลุ่มรวมทั้งพยายามขยายฐานนโยบายไปสู่เบื้องล่างด้วยตัวอย่างคือ การปฏิรูป New Deal ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ในช่วง ค.ศ. 1933 - 1936 ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายสิบปีการปฏิรูปดังกล่าวนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และนโยบายการกระจายทรัพยากรเป็นเวลาที่ชนชั้นนำทุกขั้ว และคนทุกกลุ่มในสังคมต่างได้ประโยชน์ร่วมกัน
พิจารณาดูแล้วอาจจะ "เป็นไปได้" ครับว่าปัญหาตีกันอีนุงตุงนังของบ้านเราไม่ได้เกิดจากปัญหาระหว่างอำมาตย์กับไพร่หรอกครับแต่เป็นปัญหาระหว่างอำมาตย์กับอำมาตย์
ไม่ใช่ปัญหาว่าคนไม่มีการศึกษาแต่เป็นปัญหากลุ่มคนที่เรียกตนว่า "มีการศึกษา" กัดกันไม่เลิกเพราะคนที่ครองอำนาจ "เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง" (เพียงพวกเดียว) ดังนั้นคน "มีการศึกษา" อีกพวกจึงต้องปั้นเหตุผลสวยหรูและข้อกฎหมายมาสู้
ประเด็นที่ผมต้องการจะสื่อ ไม่ใช่ว่า “การศึกษา” นั้นไม่ดีนะครับ ผมเพียงต้องการชี้ข้อเท็จจริงทางสังคมว่าเวลาที่มีช่องวางระหว่างคนชั้นสูงและคนชั้นล่างถ่างออกไปเรื่อยๆ และในหมู่คนชั้นสูง มีการผลิตกลุ่มชนชั้นนำเพิ่มมากขึ้นคนไปเรียนสูงๆ ที่มหาวิทยาลัยดังๆ เพิ่มขึ้นก็จะมีแนวโน้มให้เกิดการแก่งแย่งชิงอำนาจกันมากขึ้นด้วย
นอกจากนั้น นัยของคำว่า "การศึกษา" นั้นมีสองความหมายซึ่งแตกต่างกัน และเรามักเข้าใจสับสนความหมายแรกคือใบปริญญาเป็นใบเบิกทางซึ่งไม่ว่าจะเป็นจีนยุคโบราณ หากได้รับการศึกษาดีตามที่รัฐต้องการ ก็จะมีคุณสมบัติสอบไล่ทำราชการ ในเมืองฝรั่ง หากจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือมีดีกรีด้านกฎหมาย ก็จะเป็นใบเบิกทางให้เข้าสู่การเมืองหรือวงราชการได้ง่ายขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงทางสังคมที่คนที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีย่อมมีโอกาสมากกว่าทั้งนี้ต่างจากความหมายที่สองของ "การศึกษา" คือการฝึกให้คนคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณอันเป็นสิ่งที่เราควรส่งเสริมในทุกระดับการศึกษา
ถ้าทฤษฎีของ Peter Turchin ถูกต้อง การปฏิรูปที่ยั่งยืนต้องเป็นการสร้างระบบที่มีที่ยืนให้อำมาตย์หลายกลุ่มมีส่วนร่วมเช่นสร้างระบบการเลือกตั้งที่สองขั้วมีโอกาสสูสีมากขึ้นที่จะผลัดกันเป็นรัฐบาล (การออกแบบระบบสามารถทำได้) สร้างระบบที่ฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายได้มากขึ้น ฯลฯ เพื่อทำให้ไม่มีใครกินรวบผูกขาดอำนาจได้เกิดสมดุลให้ถ่วงดุลและคานอำนาจกันต่อไปภายในระบบและกลไกปกติขณะเดียวกันในทางเศรษฐกิจ ก็สามารถประนีประนอมเพื่อเปิดช่องให้เกิดการปฏิรูป เกลี่ยการกระจายทรัพยากรลงไปเบื้องล่างด้วย
ผมรู้พูดง่ายทำยาก (และต้องใช้มันสมอง) แต่วิธีที่ไม่ใช่แน่ๆ คือการปฏิรูปที่มีฝ่ายหนึ่งชนะหรือยึดเค้กทั้งก้อนไปเพราะอีกฝ่ายก็จะปลุกคนขึ้นมาสู้อีกไม่สิ้นสุด
ฝรั่งให้ความสำคัญกับการเจรจาประนีประนอมประสานประโยชน์ในหมู่ชนชั้นนำของเขาและวางระบบการเมืองเพื่อส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ก็เพราะเหตุนี้
เวลามีฝ่ายใดประกาศจะเอา "ชนะ" ผมจึงใจหายใจคว่ำทุกที เพราะประเทศไทยเปลี่ยนไปมาก วันนี้เรามีคนที่เรียกตัวเองว่า "มีการศึกษา" (และมีทุนมีอำนาจมีสถานะ) ยืนอยู่กับทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ชัยชนะที่มุ่งจะกดทับหรือทำลายอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิงนั้นจึงไม่มีทางยั่งยืน






