กลางปีหน้า (2557) จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในอินเดีย ซึ่งจะเป็นการชี้ชะตาระหว่าง 2 พรรคใหญ่คือ พรรคคองเกรส (Congress Party)
ที่ครองอำนาจเป็นรัฐบาลมาแล้ว 9 ปี มีนายมานโมหัน สิงห์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในครั้งนี้จะถ่ายโอนอำนาจให้นายราหุล คานธี บุตรชายของนางโซเนียกับนายราจีฟ คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้นำพรรคคนใหม่สืบแทน ส่วนอีกพรรคหนึ่งคือ พรรค BJP (Bharatiya Janata Party) ซึ่งแปลว่า Indian People’s Party นำโดยนายนเรนทรา โมดี ปัจจุบันเป็นมุขมนตรีของรัฐคุชราตและได้รับเลือกจากพรรค BJP ให้เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เท่าที่ติดตามการเมืองอินเดียมาจนถึงขณะนี้ ตอนนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่น่าจะบอกถึงอนาคตการเลือกตั้งในอินเดียปีหน้าได้ ผมจึงขอเป็นหมอเดาทางการเมืองว่า พรรค BJP น่าจะได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่หลายขุม ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 5 ประการ
1. สื่อมวลชนอินเดียเริ่มบ่นว่ารัฐบาลพรรคคองเกรสกำลังมีปัญหาอัมพาตเชิงนโยบาย (Policy Paralysis) นายกรัฐมนตรี สิงห์ ถูกวิจารณ์ว่าคุมบรรดาคณะรัฐมนตรีไม่ได้ สมาชิกส่วนใหญ่ยังต้องเชื่อฟังนางโซเนีย ซึ่งเป็นประธานพรรคคองเกรสมากกว่า ดังนั้น แม้นายกรัฐมนตรี สิงห์จะพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจแต่ก็มักจะทำได้ไม่เต็มที่เพราะมีหลายคนไม่ทำตาม รัฐบาลถูกโจมตีด้วยปัญหาคอร์รัปชันหรือการใช้อำนาจมิชอบของรัฐมนตรีบางคนแต่นายสิงห์ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ยิ่งตอนนี้นางโซเนีย กำลังถ่ายโอนอำนาจให้นายราหุล อินเดียจึงเกิดภาวะสุญญากาศของผู้คุมนโยบายที่แท้จริง เกิดช่องว่างทางความคิดระหว่างผู้นำรุ่นนายสิงห์กับนายราหุล ทำให้พรรคขาดเอกภาพ คนอินเดียจึงอยากเห็นรัฐบาลใหม่ที่มีผู้นำพรรคที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวมากกว่า
2. ปัญหาเงินเฟ้อกำลังบั่นทอนความนิยมในรัฐบาลปัจจุบัน อินเดียกลับมาเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในระดับเลข 2 หลักอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยมีปัญหาเงินเฟ้อสูงถึงร้อยละ 11 เมื่อ 18 ปีก่อน สำหรับปี 2556 นี้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ชนชั้นกลางและผู้ที่มีเงินเดือนประจำต่างได้รับความเดือดร้อน เมื่อเงินเฟ้อสูงก็มีการเรียกร้องปรับค่าจ้างแรงงานบ่อย ทำให้เศรษฐกิจอินเดียขาดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ การจ้างงานก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นทันกับการเข้าสู่ตลาดแรงงานของคนหนุ่มสาวที่จบการศึกษา พรรค BJP จึงใช้ประเด็นนี้โจมตีพรรคคองเกรสว่าล้มเหลว ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานได้
3. นโยบายประชานิยมของพรรคคองเกรสเริ่มไม่ได้ผล ในช่วงที่ผ่านมาพรรคคองเกรสออกนโยบายประชานิยมต่างๆ มาเพื่อผูกใจมวลชน แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เห็นผลและดูเหมือนกำลังสร้างปัญหาด้านการคลังให้กับรัฐบาล ขณะนี้ทั้ง 2 พรรคกำลังนำเสนอโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต่างกัน พรรคคองเกรสยังคงชูนโยบายที่ต้องการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน (Empowerment-led Policy) โดยพรรคจะยังคงนโยบายประชานิยม เช่น จัดหาอาหารในราคาถูกให้กับชาวบ้านที่ยากไร้กว่า 600 ล้านคน โดยให้คนจนซื้อข้าวสารได้ในราคา 3 รูปีหรือ 1.50 บาท/กก. และครอบครัวละไม่เกิน 35 กก./เดือน ให้คนจนที่ว่างงานมาลงทะเบียนทำงานกับรัฐและได้ค่าจ้างเป็นเวลา 100 วัน แก้ไขกฎหมายที่ดินเพื่อเอื้อเจ้าของที่ดินและเกษตรกร แต่นโยบายเหล่านี้ก็ยังไม่เห็นผล
ส่วนพรรค BJP ประกาศไม่เอานโยบายประชานิยม แต่จะผลักดันให้เกิดการพัฒนา (Development-led Policy) โดยนายโมดี ประกาศว่าจะใช้ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจในรัฐคุชราตที่ตนเองเป็นมุขมนตรีในปัจจุบันและประสบความสำเร็จ มาขยายใช้ให้ทั่วประเทศอินเดีย นายโมดีชื่นชมรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบประเทศจีน และประกาศเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาสาธารณูปโภคขนานใหญ่ ซึ่งก็ต้องบอกว่าในรัฐคุชราตของนายโมดีนั้น เป็นรัฐที่ไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ-ไฟเหมือนรัฐอื่นๆ ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติจึงหลั่งไหลเข้าไปลงทุนกันมากขึ้น
4. ประชากรคนรุ่นหนุ่มสาวกำลังเป็นผู้ชี้ขาดการเลือกตั้งครั้งหน้า อินเดียขณะนี้มีสัดส่วนประชากรในวัยทำงานสูงมาก (ร้อยละ 65 ของประชากรทั้งหมดมีอายุต่ำกว่า 35 ปี) คนหนุ่มสาวเหล่านี้เป็นฐานเสียงกลุ่มใหญ่ที่สุด ที่ผ่านมาได้รับรู้ความเป็นไปในสังคมภายในและภายนอกอินเดียผ่านสื่อดิจิตอลต่างๆ อย่างรวดเร็ว จึงเริ่มมีความทะเยอทะยานอยากเห็นชีวิตของตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเหมือนคนอื่นบ้าง คนหนุ่มสาวเหล่านี้จึงกลายมาเป็นผู้ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (Game Changer)
5. ประเด็นสุดท้ายคือบุคลิกภาพของผู้นำ นายราหุล อายุ 43 ปี ในขณะที่นายโมดี อายุ 63 ปี ทั้งคู่ยังเป็นโสด การต่อสู้จึงเป็นการวัดที่พลังฝีมือล้วน ๆ ไม่มีเรื่องของหลังบ้านมาเป็นตัวตัดกระแส การที่นายราหุลอายุน้อยกว่าและเป็นทายาทตระกูลคานธีที่เดินบนเส้นทางการเมืองแบบถูกเอาใจมาตลอด จึงถูกมองว่าด้อยประสบการณ์ ไม่เหมือนนายโมดีที่เป็นลูกเจ้าของร้านขายของชำ ต้องต่อสู้ด้วยตนเองมาทั้งชีวิต จึงมีรอบจัด ประสบการณ์เพียบ ในการอภิปรายหาเสียงนายโมดี จึงมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงกว่า ส่วนนายราหุลถูกมองว่าไม่มีความเด็ดขาด มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ไม่เด็ดเดี่ยว บางครั้งก็มีภาพว่าเหมาะจะทำงานให้กับ NGO มากกว่ามาเป็นผู้นำพรรคการเมือง ภาคธุรกิจเอกชนและคนชั้นกลางของอินเดียหลายฝ่ายจึงพร้อมเทคะแนนให้กับนายโมดีมากกว่า โดยเชื่อว่าน่าจะนำพาอินเดียก้าวเดินต่อไป
อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว บางท่านอาจกำลังคิดเลยไปถึงการเลือกตั้งในไทยว่า เราจะลงเอยแบบเดียวกันหรือไม่






