เขียนถึงกำเนิดนวัตกรรมไว้ใน ไอทีไร้พรมแดน ฉบับที่แล้วไป 1 ข้อ ว่าด้วยการใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
เพราะการจะวัดว่าสินค้าและบริการของเรามีค่าแค่ไหน คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการผลิตหรือมูลค่าต้นทุนที่มีอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าจะได้มูลค่าเพิ่มแค่ไหน อย่างไรต่างหาก
ต่อกันข้อที่ 2 คือ การตั้งสมมุติฐานที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และมีแผนรองรับที่ยืดหยุ่นเพียงพอ ซึ่งแตกต่างจากการวางแผนการผลิตในอดีตที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด จึงเน้นการบริหารจัดการต้นทุนและบริหารอัตราส่วนกำไร ฯลฯ เป็นหลัก
ท้ายสุดแล้วบริษัทเหล่านี้จะพบว่าความสำเร็จ หรือล้มเหลวที่เกิดขึ้นนี้ แทบจะไม่ได้ข้องเกี่ยวกับอัตรากำไรขั้นต้น หรือการบริหารต้นทุนของตัวเองเป็นหลัก แต่มักจะมีสาเหตุมาจากการตั้งสมมุติฐานจากฝั่งการผลิตโดยไม่ได้มีองค์ประกอบใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าเลย
ขั้นตอนการสร้างสรรค์นวัตกรรมจึงต้องค่อยๆ พินิจพิจารณาจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องต้นทุนหรือกำไร/ขาดทุน แล้วเอาสิ่งที่ลูกค้าต้องการนั้นเป็นที่ตั้ง จากนั้นมองดูสภาพแวดล้อมของตลาดในปัจจุบัน
เพราะการจะไปถึงเป้าหมายที่ต้องการอาจต้องปรับเปลี่ยนอีกหลายหน การสร้างนวัตกรรมขององค์กรจึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนไป ค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอน แล้วจึงสอดแทรกความต้องการของตลาดลงไปด้วย
สุดท้ายแล้วเราก็จะได้นวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความต้องการของตลาด และตอบโจทย์ลูกค้าได้ การตั้งสมมุติฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องหัดคิดให้ได้ในหลายๆ มุมมอง และอย่าใช้ตัวเองเป็นที่ตั้งแต่เพียงอย่างเดียว
ประการที่ 3 คือ ต้องรู้จักการตั้งคำถาม เพราะจาก 2 ข้อแรกเราคงเห็นแล้วว่าความสำเร็จของนวัตกรรมใดๆ มีพื้นฐานมาจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลักทั้งนั้น แต่การจะเข้าใจลูกค้าได้ตรงประเด็นที่สุดก็ต้องอาศัยการตั้งคำถามที่เหมาะสม
เพราะหลายครั้งที่เรามีโอกาสได้เปิดรับฟังความต้องการของลูกค้า แต่กลับเลือกใช้คำถามที่ไม่เหมาะสม ก็ย่อมทำให้ได้รับคำตอบที่ไม่ตรงเป้าหมาย และหากเรานำเอาข้อมูลเหล่านั้นไปพัฒนาเป็นสินค้าและบริการก็ย่อมแน่นอนว่าไม่มีทางเป็นที่ต้องการของลูกค้าเป็นแน่
อีกปัญหาหนึ่งก็คือลูกค้าที่อาจตอบไม่ตรงกับคำถาม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อคำถามผิด คำตอบก็มีโอกาสผิด ท้ายสุดก็จะทำให้นวัตกรรมหลงทาง สินค้าที่ผลิตออกมาก็มีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จ
ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องหาทางผ่อนคลายความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นเพื่อให้สมองปลอดโปร่ง และมองทะลุปัญหาต่างๆ ที่มีไปสู่เป้าหมายคือความสำเร็จ ที่ล้วนเป็นที่ต้องการของใครๆ แต่ก็มีเพียงผู้ที่มีความพร้อมและปรับตัวได้ก่อนใครเท่านั้น
สำหรับบ้านเราที่อาจอยู่ในวังวนของความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกันทางด้านการเมือง แต่ไม่ว่าอย่างไรประเทศไทยก็ยังต้องคงอยู่ และผมเชื่อว่าพื้นฐานความรักชาติของเรานั้นจะขับดันให้บ้านเราขับเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปได้






