ความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหายอย่าง ในวันนี้ผมได้พยายามช่วยคิดหาทางออกของปัญหา
ในโอกาสเข้าร่วมการเสวนาเมื่อวันรัฐธรรมนูญที่รัฐสภา โดยเสนอต่อประธานวุฒิสภาและอดีตประธานรัฐสภาในฐานะประธานร่วมกันจัดงานดังกล่าวไปว่า ให้ทางรัฐสภาเป็นเจ้าภาพนำ "นักวิชาการ" สีเสื้อต่างๆ มาร่วมวงสนทนาพูดคุย เพราะทราบดีว่าจินตนาการและความคิดต่อเรื่องราวปฏิรูปการเมือง สภาประชาชนและฝ่ายที่เห็นแตกต่างล้วนแล้วแต่คือต้นตอที่มาของปัญหาทั้งมวลที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
ผมพูดในที่เสวนาวันนั้นซึ่งมีมูลนิธิ คอนราด อเดนาวร์ ผู้ให้ทุนสนับสนุนการจัดงานว่า นักวิชาการอย่างพวกผมมีอยู่หลายคนเมื่อเป็น "คนดู" อยู่ข้างสนามมาระยะเวลาหนึ่งก็เกิดความอยากเป็นผู้เล่นหรือหากศักยภาพไม่พอจะเป็นคนเล่นเองก็จะกลายเป็น "คนยุส่ง" ให้สังคมบ้านเมืองพัฒนาแปรเปลี่ยนไปในทางที่ตัวเองอยากเห็นอยากให้มีขึ้น ไม่ต่างจากสถาปนิกที่ออกแบบสะพาน สร้างบ้านเวลาผ่านไปจูงมือลูกหลานไปชี้นิ้วคุยโตได้ว่าที่เห็นนั้นเป็นผลงานที่สร้างขึ้นมากับมือ
ทำให้มองเห็นว่าหนทางในการทุเลาปัญหาในวันนี้จะต้องให้บรรดา "ที่ปรึกษา" ทั้งเปิดเผยตัวและที่ซ่อนตัวอยู่ได้แสดงตนประกาศให้สังคมได้รับรู้ และอรรถาธิบายสิ่งที่ตัวเองคิดฝัน และจะได้ร่วมกันคิดหาทางออกหรือ "ทางลงสวยๆ" ให้กับ "คู่ขัดแย้ง" ของฝ่ายตน เพราะเชื่อว่าลึกๆ แล้วทั้งรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลคงไม่อยากให้เกมนี้เดินไปอย่างยืดเยื้อยาวนาน
การได้ยินผู้นำฝ่ายค้านกล่าวกับผู้สื่อข่าววันก่อนว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้รัฐบาลนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคมประเทศชาติ ย่อมสะท้อนได้ชัดเจนว่า สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านคิดจะเดินสุดซอยอย่างที่รัฐบาลเคยทำในกรณี พ.ร.บ. นิรโทษกรรม น่าจะไม่ใช่วิถีทางที่คนในพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่เลือกเดิน
เมื่อมีช่องโอกาสเปิดขึ้นเช่นนี้ ทำให้มองเห็นทางเลือกในท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นว่าน่าจะไม่บานปลาย แม้ทางองค์กรอิสระอย่างทาง ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มขยับตัวนำคดีคั่งค้างของฝ่ายรัฐบาลขึ้นมาพิจารณา ก็ยังคงหวังอยู่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เพราะความยืดเยื้อเคยเป็นบทเรียนให้กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในคราวยึดทำเนียบ อีกทั้งการร่วมกันหาทางออกให้กับทั้งสองฝ่ายในการดำเนินการจัดการเลือกตั้งร่วมกับ กกต. ให้บริสุทธิ์เที่ยงธรรมน่าจะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
ทั้งนี้ ในความเห็นส่วนตัวยังคงยึดมั่นใน "หลักการเคารพเชื่อฟังกฎหมาย" ที่ผ่านกระบวนการคัดสรรโดยประชาชนมาอย่างถูกต้องชอบธรรม
ในเมื่อกฎหมายเขียนบัญญัติไว้ และรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ยังคงเป็นกลไกหลักในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนทุกองคาพยพของบ้านเมือง เรายังจะต้องยึดถือหลักการที่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ส่วนใครจะผิดถูกอย่างไรอยากให้ทุกฝ่ายได้มีใจรับฟังข้อคิดเห็นของเขาก่อนจะรีบร้อนฟันธงชี้ถูกผิด เพราะในสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ธรรมดาและเรียกได้ว่าเป็น "ปรากฏการณ์พิเศษ" ย่อมยากจะนำเหตุผลมาพูดคุย แต่ต้องถามใจแต่ละฝ่ายให้ช่วยบอกกับคนในสังคมนี้ว่าอะไรสามารถจะเป็นทางออกหรืออาจเป็นทางลงที่สง่างามของ "คู่ขัดแย้ง" ในวันนี้ได้บ้าง






