กรณีที่ กลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(กปปส.) เสนอแนวคิด "ประชาภิวัฒน์" เพื่อเดินหน้าปฏิรูปการเมืองไทยใหม่ พร้อมด้วยประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการ ซึ่งได้สร้างความกังวลมากขึ้นว่าสถานการณ์การเมืองไทยยังไม่อาจหาข้อยุติได้โดยง่าย แต่กระนั้นก็ตาม การประกาศยึดอำนาจหรือท่วงทำนองเช่นเดียวกันนี้ ไม่อาจจะยึดถืออะไรได้มากนัก เพราะเป็นเรื่องของโวหารทางการเมืองมากกว่าการปฏิบัติจริง
แต่ประเด็นที่มีการพูดถึงและยังสร้างความสับสนเกิดขึ้น คือ แนวความคิดเรื่อง "สภาประชาชน" หรือ "ประชาภิวัฒน์" ของ กปปส. เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร หรืออย่างน้อยก็ยังไม่มีพิมพ์เขียวออกมาเพื่อให้ประชาชนพินิจพิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ หรือเป็นแนวทางที่นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับ "7 องค์กรภาคเอกชน" ที่เสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ ก็เป็นเพียงข้อเรียกร้องให้ปฏิรูป แต่ยังไม่มีวิธีการที่เป็นรูปธรรมนำไปสู่การปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม หากติดตามการเคลื่อนไหวของประชาชน ที่เข้ามาร่วมการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในครั้งนี้ จะเห็นว่ามีค่อนข้างหลากหลายมาก ตั้งแต่มวลชนที่มาจากพรรคการเมือง จนถึงคนที่รู้สึกว่าการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ย่ำแย่เต็มทน ดังนั้น ปัญหาสำคัญขณะนี้ คือ เราจะกลั่นกรองอย่างไรว่าปัญหาการเมืองที่แท้จริงในขณะนี้คืออะไร และหากจะมีการปฏิรูปจริงๆ เราจะปฏิรูปอะไรและในส่วนไหนของกระบวนการทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่าย รวมถึงรัฐบาล ที่ต้องประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ให้กระจ่างชัด
เราต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวที่เรียกกันว่า "มวลมหาประชาชน" นั้น เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในแง่ของจำนวนผู้คนและกลุ่มคนต่างๆ ที่เข้ามาร่วมในครั้งนี้ ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยครั้งใหญ่เมื่อเกิดความตื่นตัวทางการเมือง และไม่พอใจกับระบบการเมืองในปัจจุบันที่ดำรงอยู่ ท่ามกลางความขัดแย้งมานานนับสิบปี ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่วนเวียนอยู่กับประเด็นเดิม เช่น เสื้อเหลือง-เสื้อแดง หรือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนดูเหมือนว่าการเมืองหาทางออกไม่ได้
ดังนั้น หากว่า "ประชาภิวัฒน์" ที่กลุ่ม กปปส. โยนออกมาให้สังคมได้รับรู้นั้น แม้ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าคืออะไร แต่คนก็อยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งเราเชื่อว่าขณะนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญสำหรับการเมืองไทย ว่า จะเดินหน้าไปอย่างไร เพราะหาก กปปส. เสนอแนวทางปฏิรูปโดยมีพิมพ์เขียวออกมา และเป็นแนวทางที่เป็นไปเพื่อส่วนรวมของประเทศ เราเชื่อว่าคนทุกกลุ่มจะเข้าร่วมการปฏิรูปครั้งนี้ แต่หากว่า กปปส. ตั้งเป้าเอาไว้ก่อนว่าการปฏิรูปในครั้งนี้กีดกันคนบางกลุ่มบางพวกออกไป โดยเฉพาะคนที่เห็นว่าเป็นศัตรูทางการเมือง เราเชื่อว่า "ประชาภิวัฒน์" ก็จะมีปัญหาตามมา
เราเห็นว่า หากตัดมิติเรื่อง "เกม" การเมืองออกไป จากการเคลื่อนไหวของผู้คนในครั้งนี้ และทุกฝ่ายที่ชอบกล่าวหากันและกันว่าเป็นเกมการเมือง ให้กลับมาคิดใหม่ว่าในครั้งนี้เป็นการตื่นตัวของประชาชนที่แท้จริงแล้ว เราเชื่อว่า น่าจะหาข้อสรุปได้ไม่ยาก ว่าการเมืองที่เราอยากเห็นนั้น มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ซึ่งเราเชื่อว่าทุกฝ่ายย่อมต้องการเห็นสังคมไทยก้าวไปข้างหน้า แต่การปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อมีฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกันในทางการเมืองนั้น ต้องเห็นพ้องกันในแนวทาง หาไม่แล้ว...การปฏิรูปการเมืองก็เป็นเพียง "คำพูด" และจะล้มเหลวเหมือนครั้งที่ผ่านมา






