วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุบสภา หาทางออก

ในสถานการณ์ความขัดแย้งของบ้านเมืองยามนี้ หลายคนอยากจะรู้ว่าหลังผ่านพ้นเหตุการณ์วันนี้ไป ทิศทางการเมือง

ของประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะเดินไปสู่ทางตัน หรือ คลี่คลายไปสู่ทางออก คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลม แต่อยู่กับคนที่ ชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ และนายกรัฐมนตรีของประเทศที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สุเทพ ประกาศบนเวทีการชุมนุมเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ว่าพร้อมจะยอมแพ้ และจะเดินไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหา กบฏ หากวันที่ 9 ธ.ค. ไม่มีประชาชนออกมาช่วยเขามากเพียงพอที่จะประกาศเป็นชัยชนะได้ และในข้อเท็จจริง ถึงแม้ว่าวันนี้ มวลชนจะออกมาแสดงพลังกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน เพื่อแสดงว่าเอาด้วยกับแนวทางของ กปปส.ที่จะจัดตั้งรัฐบาลประชาชนและสภาประชาชน โดยอาศัยช่องทาง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 7 ในทางปฏิบัติ ก็เชื่อว่า กปปส.ก็จะไม่สามารถสถาปนาอำนาจนั้นขึ้นมาได้เพียงลำพังประชาชนในฝั่งของตัวเอง

เพราะอย่าลืมว่ายังมีประชาชนอีก 15 ล้านคนที่ยังอยู่ข้างรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ดังนั้น เกมการต่อสู้ทางการเมืองจึงจะยังยืดเยื้อ เปลี่ยนจุดชุมนุม จากศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ มาเป็นพื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาล เพื่อไม่ให้นายกรัฐมนตรี เข้ามาปฏิบัติราชการได้ตามปกติเท่านั้น

ในขณะที่เกมของฝ่ายรัฐบาล การเปลี่ยนตัว เอา สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาสั่งการในบทบาท ของผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ก็ดูเหมือนการตั้งเกมสู้ ที่น่าจะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งดูตึงเครียดลงไปอีก

ต้องยอมรับว่าเกมยื้อของทั้งสองฝ่าย ไม่ได้ส่งผลดีต่อประเทศ

ข้อเสนอจากภาคธุรกิจ และนักวิชาการ ที่เรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อการลดการเผชิญหน้า จึงต้องรีบคิดรีบพิจารณา ดีกว่าจะปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปจนกระทั่งเกิดความเสียหายถึงที่สุดแล้วจึงค่อยตัดสินใจทำ

ถึงแม้ว่า การยุบสภา จะไม่เป็นที่พอใจและยอมรับในฝั่ง กปปส. ดังที่ สุเทพ ประกาศชัดบนเวที ว่ายุบสภาก็ไม่เอา ลาออกก็ไม่เอา แต่ในทางการเมือง ต้องมองว่า นั่นเป็นวิธีการต่อรองเพื่อให้รัฐบาลยอมทำตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมมากกว่า เพราะในที่สุด ก็ย่อมรู้กันดีว่า นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่าการลาออก หรือยุบสภา

ส่วนการไปสู่ประเด็นข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง มีการจัดตั้งสภาประชาชน หรือรัฐบาลประชาชน จะทำได้มากน้อยเพียงใด ก็เป็นอีกขั้นตอนที่จะต้องตั้งทีมเจรจากัน

อย่าลืมว่า การเมืองไทย มีสองขั้ว และไม่ว่าฝ่ายใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล เราไม่สามารถที่จะปิดตา เพื่อลืมประชาชนอีกฝั่งหนึ่งได้

การประกาศที่จะโค่นล้มระบอบใด ให้สิ้นซาก ไปจากสังคมไทย จึงต้องมองให้เห็นเป็นวาทกรรมทางการเมือง ที่ไม่สามารถจะขจัดออกไปได้จริงในทางปฏิบัติ เพราะไม่เช่นนั้น ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การเมืองจึงต้องแก้ด้วยการเมือง ดังคำกล่าวผู้นำเหล่าทัพ ออกมาเน้นย้ำ ดังนั้น เมื่อ ความขัดแย้งทางการเมืองเดินมาถึงทางตัน

ยุบสภา จึงต้องเป็นกุญแจ ที่จะนำไปสู่การหาทางออก โดยคืนอำนาจให้กลับประชาชนให้ เพื่อเลือกผู้แทนของเขา กลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง