วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อัพเดทแนวบริหารความเสี่ยงการลงทุน

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสฟังสัมมนาด้านการบริหารความเสี่ยงจากสถาบันการเงินชั้นนำแห่งหนึ่งของฮ่องกง จึงขอนำมาฝากท่านผู้อ่านกันครับ

แนวโน้มของการบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการบริหารพอร์ตโฟลิโอของกองทุนสำหรับเป็นแหล่งเงินของผู้ที่เตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณในขณะนี้ มีลักษณะที่เด่นชัดอยู่ 6 ประการ ดังนี้ ได้แก่

หนึ่ง ระดับความเสี่ยงที่วัดได้จากการบริหารความเสี่ยงด้วยการลดความไม่สมดุล ระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน (Surplus Risk Management) มีค่าสูงกว่าระดับความเสี่ยงที่วัดจากการลดระดับการแกว่งตัวของขนาดสินทรัพย์ที่บริหารพอร์ต เพื่อให้ระดับผลตอบแทนสูงสุด (Active Risk Management) จากการสำรวจของหน่วยงานวิจัยชั้นนำ ของแคนาดาพบว่าสูงกว่ากันถึง 10 เท่า

สอง การเลือกวิธีการบริหารความเสี่ยงได้รับอิทธิพลมาจากกฎเกณฑ์ของทางการ ยกตัวอย่างเช่น กองทุนในยุโรปและกองทุนภาคเอกชนในสหรัฐต้องทำการประเมินราคาของสินทรัพย์และหนี้สิน ด้วยการใช้ราคาตลาดของทุกวันทำการ จึงทำให้การบริหารความเสี่ยงด้วยการลดความไม่สมดุลระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน และวิธีที่บริหารเพื่อให้ระดับผลตอบแทนสูงสุด ได้รับความนิยมมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ

สาม ความเชื่อทางด้านการลงทุนก็มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริหารความเสี่ยง ของบรรดากองทุนต่างๆ โดยจากการสำรวจล่าสุดต่อผู้จัดการกองทุนใหญ่ที่ ดูแลพอร์ตโฟลิโอของบริษัทที่จัดการเงินของผู้เกษียณพบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นๆ จะส่งผลกระทบต่อฝั่งหนี้สินไม่แพ้ต่อฝั่งสินทรัพย์ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การบริหารความเสี่ยงด้วยการลดความไม่สมดุล ระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน รวมถึงวิธีที่บริหารเพื่อให้ระดับผลตอบแทนสูงสุด ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สี่ กองทุนที่บริหารความเสี่ยงด้วยการลดความไม่สมดุลระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน และวิธีที่บริหารเพื่อให้ระดับผลตอบแทนสูงสุด มักจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนที่มิได้ใช้ จากงานศึกษาของกองทุนต่างๆ หลายร้อยกองพบว่า ในช่วงเวลา 5 ปีก่อนเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่สหรัฐ กองทุนที่ใช้วิธีทั้งสองให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า กองทุนที่มิได้ใช้โดยเฉลี่ยร้อยละ 0.61

ห้า การตรวจสอบความเสี่ยงเป็นระยะๆ (Risk Monitoring) แม้จะปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าทุกๆ กองทุนจะปฏิบัติเช่นนี้ โดยที่สองในสามของกองทุนทั้งหมดได้มีการรับรอง ให้มีการกำหนดระดับความเสี่ยงโดยคณะกรรมการบริษัท ในขณะที่ครึ่งหนึ่งของทั้งหมดมีการกำหนด ขนาดของการยอมรับความเสี่ยง (Risk Appetite) ไว้ในนโยบายความเสี่ยงของบริษัท ทั้งนี้เกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทที่ใช้นโยบายความเสี่ยงดังกล่าว ใช้วิธีที่บริหารเพื่อให้ระดับผลตอบแทนสูงสุดในการกำหนดลิมิตความเสี่ยง และกว่าหนึ่งในสามใช้บริหารความเสี่ยง ด้วยการลดความไม่สมดุลระหว่างสินทรัพย์และหนี้สินในการกำหนดลิมิตความเสี่ยง

นอกจากนี้ ครึ่งหนึ่งของบริษัทจัดการกองทุนทั้งหมดมอบหมายให้คณะกรรมการบริษัท รับรองความเสี่ยงถึงระดับกองทุน อย่างไรก็ดี เกือบร้อยละ 40 คณะกรรมการบริษัทอนุมัติถึงระดับชั้นต่างๆ ของสินทรัพย์เลยทีเดียว

ท้ายสุด พบว่า วิธีที่บริษัทต่างๆ ใช้ในการตรวจสอบความเสี่ยงเป็นระยะๆ นั้นมีความเกี่ยวข้องกับขนาดของกองทุน ทั้งนี้ จะพบว่ายิ่งขนาดของกองทุนใหญ่ขึ้นมากเท่าใด ก็จะมีแนวโน้มว่าบริษัทจัดการกองทุนจะมีหน่วยงานดูแลความเสี่ยงที่จัดตั้งขึ้นไว้ต่างหาก ยกตัวอย่างเช่น หากมีขนาดสินทรัพย์ใหญ่กว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ บริษัทในกลุ่มนี้จะมีหน่วยงานจัดการความเสี่ยงแยกไว้ต่างหากเกือบทั้งหมด

ในแง่ของบุคลากรที่ดูแลความเสี่ยงให้กับกองทุนนั้น โดยเฉลี่ยจะมีพนักงานโดยเฉลี่ยอยู่ 5 คนในการบริหารความเสี่ยง ซึ่งจำนวนบุคลากรนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท ไล่ตั้งแต่ 1 คนสำหรับบริษัทที่มีขนาดกองทุนเล็กมากๆ ซึ่งมีเงินทุนไม่เกิน 5 พันล้านดอลลาร์ จนกระทั่งมากกว่า 11 คนสำหรับบริษัทที่มีขนาดกองทุนใหญ่มากๆ น่าสังเกตว่าบริษัทจัดการกองทุนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีการใช้บุคลากรด้านบริหารความเสี่ยงมากกว่าของสหรัฐเมื่อคิดต่อขนาดสินทรัพย์ที่เท่าๆ กัน ซึ่งถือว่าไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐจะเป็นต้นตอในการเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์นั่นเอง

สำหรับในมุมของการกระจายความเสี่ยงของบริษัททั้งหมดไปตามชั้นสินทรัพย์และผู้จัดการ กองทุนต่างๆ สำหรับช่วยในการตัดสินใจบริหารกองทุน หรือ Risk Budgeting นั้น พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่มีกองทุนขนาดใหญ่ที่ใช้วิธีดังกล่าว โดยขนาดเฉลี่ยของกองทุนที่มีการใช้ Risk Budgeting อยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะกองที่ไม่ได้ใช้อยู่ที่ขนาด 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ อีกทั้งจะใช้ถึงระดับผู้จัดการกองทุนเสียส่วนใหญ่ด้วยครับ

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) เล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ