นับตั้งแต่จีนเปิดประเทศเมื่อ ค.ศ.1978 เพียงแค่ 35 ปี จีนก็กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายหนึ่งของโลก
ชาวจีนที่มีทรัพย์สินเกินหนึ่งร้อยล้านหยวนมีเป็นหลักแสนคน แต่คนรวยรุ่นใหม่เหล่านี้จำนวนไม่น้อยก็ถูกเยาะเย้ยเสียดสีว่า “คนพวกนี้เป็นคนจนที่มีเหลือแต่เงินอย่างเดียว” เพราะขาดรสนิยม ขาดความรู้และขาดวัฒนธรรม
ในอดีต คนจนเพราะมีเงินน้อย แต่ศตวรรษนี้ คนมีแต่เงินยังไม่อาจจะเรียกว่าคนรวยได้ เพราะคนรวยแห่งศตวรรษใหม่ยังต้อง “มี” อีกหลายอย่าง เช่น
1. มีเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขในครอบครัว ไม่ใช่คุณพ่อวางมาดผู้ยิ่งใหญ่ คอยดุลูกๆ ให้กลัวจนตัวลีบตามแบบบ้านเจ้าขุนมูลนายในละครหลังข่าว ครอบครัวที่ดีต้องมีความหรรษากลมเกลียว พูดจาหยอกล้อกันตามประสาพ่อ แม่ ลูก อย่างสนุกสนาน
2. มีเวลาสำหรับครอบครัว ญาติมิตร และสังคม
3. มีเงินและโภคทรัพย์พอเพียงตามอัตภาพ แต่ข้อสำคัญคือ ต้องใช้เงินเป็น ไม่ใช่เอาแต่สะสมให้พอกพูน แต่ปล่อยให้ตัวเองและครอบครัวอยู่อย่างแร้นแค้น ถ้าเป็นเช่นนี้ เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของเงินอย่างแท้จริง เป็นได้แค่เพียงปู่โสมเฝ้าทรัพย์เท่านั้น
4. รู้จักชื่นชมความงามแห่งชีวิต มีโอกาสท่องเที่ยวพักผ่อน ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เข้าถึงศิลปวัฒนธรรมที่ศิลปินในยุคต่างๆ ได้ทุ่มเทสร้างขึ้นเป็นสมบัติของมนุษยชาติ
5. รู้จักชื่นชมผู้อื่นและยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น ที่ภาษาพระเรียกว่ามีมุทิตาจิต คนที่ขี้อิจฉานั้นก็คือ คนที่ตัวเองขาดแคลนอยู่ข้างใน เป็นเสมือนคนยากจนทางใจไปตลอดชีวิต
ความจริงแล้ว สังคมไทยเต็มไปด้วยคนที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ตามหลักพรหมวิหาร 4 และมีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญทำทานอยู่เป็นนิจศีล ผมเคยพบมากับตัวเองคนหนึ่ง เป็นผู้ที่อาวุโสกว่าผม มีเงินมีทองก็ไม่มาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 30-40 ปีก่อน รุ่นพี่ของผมคนนี้ไปนมัสการหลวงพ่อสมชาย ที่วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี เขามีเงินติดตัวไป 100 บาท ควักกระเป๋าทำบุญไป 90 บาท เหลือ 10 บาท เป็นค่ารถจากเขาสุกิมกลับกรุงเทพฯ
ตรงกันข้าม ผมมีญาติผู้ใหญ่ที่เป็นคนเชื้อสายจีนหัวโบราณ ซึ่งอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน มีทรัพย์สินร่ำรวยนับ 10 ล้านบาท ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็เป็นเศรษฐีร้อยล้าน เธอทำหน้าที่แม่บ้านและคอยเก็บเงินของสามีฝากไว้ในบัญชีธนาคารอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งสามีเสียชีวิต เงินแม้แต่บาทเดียวก็ไม่เคยกระเด็นออกจากบัญชี
เมื่อสามีเสียชีวิตไปแล้ว เธอก็ยิ่งประหยัดแบบสุดๆ แม้จะเจ็บไข้ได้ป่วยก็ยังไม่ยอมไปหาหมอ ซื้อยาถูกๆ กินรักษาตัวเอง เพราะไม่อยากเห็นตัวเลขในบัญชีเงินฝากลดลง
ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว คนแรกที่ชอบทำบุญทำทาน ดูจะมีความสุขมากกว่า และน่าจะเรียกว่า "คนรวย" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำมากกว่าคนหลัง
หากนิยามความรวยแห่งศตวรรษใหม่นี้ เป็นที่ยอมรับและยึดถือปฏิบัติในสังคม ต่อไปนี้เราก็จะไม่หลงใหลไปกับคนที่มีเงินมากแต่ขาดแคลนสิ่งอื่นๆ ที่สำคัญสำหรับชีวิต และไม่หลงใหลไปกับคนที่ได้เงินมาอย่างผิดๆ เช่น ทำมาหากินอย่างทุจริต เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น หรือใช้อำนาจหน้าที่คอร์รัปชันจนมีเงินเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าจำนวนมหาศาล
ความร่ำรวยที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร แต่อยู่ที่ความรู้สึกเต็มอิ่มในหัวใจ เพราะตราบใดที่ใครยังคิดว่ามีเงินไม่มากพอ เขาก็ยังคงเป็นคนจนอยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะมีทรัพย์สินกี่แสนล้านก็ตาม






