วลี คืนอำนาจให้ประชาชน กลายเป็นประเด็นที่มีคำถามร้อนๆ ขณะนี้ว่าหมายถึงอะไร
และจะทำได้ภายในกรอบรัฐธรรมนูญหรือไม่?
คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเป็นแกนนำของฝ่ายเรียกร้องให้มีการตั้ง “สภาประชาชน” เพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศไทย ยืนยันว่าแค่นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภาไม่พอ ต้องมีการ “คืนอำนาจให้ประชาชน” จึงจะถือว่าสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บอกนักข่าวว่าพร้อมจะพิจารณาทุกข้อเสนอ (ใช้ภาษาอังกฤษว่าทุก “option” ด้วย) รวมถึง นายกฯ ลาออก หรือ ยุบสภา แต่เรื่อง “คืนอำนาจให้ประชาชน” ทำไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นี่คือ วาทกรรมการเมืองของฝ่ายต่อต้านและฝ่ายรัฐบาล ที่พยายามจะไม่ยอมเข้าใจข้อเสนอของอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะถือว่าตนถือไพ่เหนือกว่า แต่หากรัฐธรรมนูญเขียนขึ้นมาด้วยคน และปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้เกิดจากคน หากคนจะไตร่ตรองหาทางออกจริงๆ ก็ต้องมีทางออก
ที่บอกว่าเป็น “ทางตัน” ก็เพราะต่างฝ่ายต่างตีความข้อเสนอของอีกฝ่ายหนึ่งจากมุมมองและผลได้ผลเสียของตน ไม่ได้มองถึงภาพใหญ่ของประเทศชาติ ที่จะต้องเดินไปข้างหน้า
หากจะตีความแบบประชาชนคนเดินถนนธรรมดา คำว่า “คืนอำนาจให้ประชาชน” ก็ไม่น่าจะเข้าใจยาก หากวิเคราะห์ว่าที่ประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลกันอย่างกว้างขวาง หลากหลายวิชาชีพ และมีความพร้อมเพรียง จริงจังมุ่งมั่น ที่จะให้มีการ “ปฏิรูปประเทศไทย” อย่างแท้จริง ผู้มีอำนาจวันนี้ก็น่าจะเข้าใจได้ว่าประชาชนต้องการ “อำนาจ” คืนกลับมาอย่างไรบ้าง
หากว่า...รัฐบาลฟังเสียงประชาชนที่ออกมาต่อต้านและเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างไร้อคติ ไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องของพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน ไม่คิดว่าเป็นเรื่องของ “ขาประจำ” ที่ไม่ชอบรัฐบาลกลุ่มเดิมๆ ก็จะรู้ซึ้งได้ว่าประชาชนต้องการให้คืนอำนาจอะไร และ อย่างไร
รัฐบาลต้องไม่คิดแบบนักการเมือง ว่า หากให้ผู้นำเหล่าทัพเป็นคนกลาง เชิญคุณสุเทพมาพูดคุย และตกลงอะไรกันได้ เรื่องก็จะจบ ทุกอย่างก็จะกลับไปเหมือนเดิมได้อีก
ผมเชื่อว่า “ความตื่นตัว” ของประชาชนคนไทยครั้งนี้ เลยจุดเรื่อง นายกฯ ลาออก หรือ ยุบสภา แล้ว
ความ “ตื่นตัว” ของคนไทยวันนี้ ต้องการ “ปฏิรูปอย่างแท้จริง” ไม่ใช่เรื่องต่อรองระหว่างกลุ่มการเมือง
ปรากฏการณ์ครั้งนี้ คือ การเรียกร้องของคนไทยจำนวนมาก ที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในกติกาการปกครอง ความโปร่งใส การตรวจสอบ จริยธรรม ธรรมาภิบาล การปราบปรามคอร์รัปชัน การยุติ “ธุรกิจการเมือง” (หรือที่รู้จักกันในนามของ “ทุนสามานย์” ) และ Money Politics
หาก นายกฯ ต้องการรู้ว่าผู้ประท้วงที่ออกมารวมตัวกัน อย่างกว้างขวาง อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนั้น ต้องการอะไร ก็ไม่น่าจะยากเกินกว่าที่จะเข้าใจได้
คำว่า “ระบอบทักษิณ” มิใช่เป็นวาทกรรมของนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่รัฐบาลมักจะคิดว่าเป็นเรื่องการใส่ร้ายกัน เพราะแก่งแย่งอำนาจทางการเมืองเท่านั้น แต่ความเลวร้ายของการเมืองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การเมืองเรื่องครอบครัว การเมืองเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทน และการใช้ภาษีประชาชนดำเนินนโยบาย “ประชานิยม” เพื่อผลการเลือกตั้งอย่างโจ๋งครึ่มนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยทั่วไปไม่ยอมรับอีกต่อไป
การประท้วงครั้งนี้ เกิดจากความรู้สึกสั่งสมของคนไทยที่ไม่อาจจะยอมรับว่า พรรคการเมืองใดมีเสียงข้างมากในสภาแล้ว สามารถจะออกกฎหมายอะไรก็ได้ เพื่อประโยชน์ของพวกตน
และเมื่อมีการ “ลักหลับ” ตอนตีสี่ ด้วยการที่ ส.ส.ของพรรครัฐบาล ยกมือผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม “สุดซอย” อย่างไร้ยางอาย ความรู้สึกต่อต้านคัดค้านสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ก็ระเบิดขึ้น
ไม่แต่เท่านั้น เมื่อคนของพรรคเพื่อไทยและคนระดับรัฐมนตรีของรัฐบาล ประกาศไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยที่มาของ ส.ว. นั่น ก็เท่ากับซ้ำเติมความรู้สึกของประชาชนสำทับอีกรอบหนึ่ง
บวกกับความสงสัยคลางแคลงถึงการโกงกินฉ้อฉลในโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาล เช่น นโยบายจำนำข้าว และการออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เกิดคำถามมากมาย คนไทยจึงต้องออกจากบ้านเพื่อร่วมกันแสดงจุดยืน “อารยะขัดขืน” รัฐบาลที่อ้างเสียงข้างมากและเหยียบย่ำเสียงข้างน้อยอย่างไม่กลัวการกลั่นแกล้งทางการเมืองอีกต่อไป
ดังนั้น หากถามว่าผู้ประท้วงต้องการอะไร คำตอบก็คือต้องการให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของ “อำนาจประชาชน” ในการที่จะแก้ไขกติกาพื้นฐาน เพื่อชำระล้างความสกปรกทั้งหลายทั้งปวงในระบบการเมืองปัจจุบัน
คำว่า “คืนอำนาจให้ประชาชน” นั้น นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และ คุณสุเทพ คุยกันวันก่อนเข้าใจคำนี้อย่างไร ผมไม่ทราบ แต่ผมเชื่อว่าคนไทยที่กำลังเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูป” ประเทศชาตินั้น รู้ว่านักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเข้าใจข้อนี้ดี
หากอ้างว่าไม่มีมาตราไหนในรัฐธรรมนูญเปิดทางให้ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ก็เท่ากับเป็นเล่นคำหรือใช้วาทกรรมเพื่อต่อรองทางการเมืองมากกว่า
เพราะหากผู้มีอำนาจพร้อมจะเสียสละ และเปิดทางให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้มีตัวแทนมาร่วมกันเสนอทางออก ยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลและฝ่ายค้าน ได้มีการตั้งกลไกภาคประชาชน (จะเรียก “สภาประชาชน” หรืออะไรก็ไม่สำคัญ) และให้มีการแก้ไขกติกาพื้นฐาน (ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ) เพื่อเป็น “สัญญาประชาคม” ระหว่างนักการเมืองกับภาคประชาชนทุกสาขาวิชาชีพ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของบ้านเมืองอย่างจริงจัง ก่อนที่จะยุบสภาเพื่อการเลือกตั้ง นั่นย่อมเป็นหนึ่งในทางออกที่แสดงถึงความจริงใจของฝ่ายการเมืองที่จะ “ผ่าทางตัน”
สภาและรัฐบาล ก็สามารถประกาศว่าจะเป็นเพียงกลไกเพื่อการเปลี่ยนผ่าน จะไม่ตัดสินใจในเรื่องใดๆ ที่อาจจะขัดขวางการปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ
และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจ ก็อาจจะเชิญมืออาชีพด้านต่างๆ มาช่วยในการทำงานสำคัญๆ ที่มีผลต่อสถานภาพของประเทศชาติในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ได้
การแก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงมาตราใดในรัฐธรรมนูญ หากฝ่ายการเมืองต้องการจะแก้ปัญหาประเทศชาติจริงๆ ย่อมจะหาทางออกภายในกรอบรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้
ที่อ้างว่าหาทางออกภายในรัฐธรรมนูญไม่ได้นั้น เป็นเพียงเพราะความกลัวจะสูญเสียอำนาจหรือจะถูกประชาชนเขียนกติกาใหม่ ที่จะทำให้บทบาทและบารมีของตนน้อยลงไปเท่านั้น เช่น ทันทีที่เสนอให้คืนอำนาจให้ประชาชน นักการเมืองก็จะเป็นห่วงทันทีว่า แล้วฉันจะหลุดจากตำแหน่งไหม? เลือกตั้งใหม่ฉันจะได้กลับมาอีกหรือเปล่า? อำนาจใช้งบประมาณฉันจะถูกตรวจสอบเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่? แล้ว “นายใหญ่ของฉัน” จะได้กลับบ้านหรือเปล่า?
หากเริ่มด้วยคำถามเหล่านี้ บ้านเมืองก็จะพ้นจาก “หลุมดำ” นี้ไม่ได้
เพราะว่า ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกับการ “ปฏิรูปประเทศไทย” เลยแม้แต่น้อย
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ บอกนักข่าววันก่อนว่า ขอให้คนไทยช่วยกันคิดว่าจะมีทางออกอะไรให้กับบ้านเมืองบ้าง โดยที่ นายกฯ จะไม่เป็น “เงื่อนไข” หรือ “อุปสรรค” ของการแก้ปัญหา
หากเป็นเช่นนั้นจริง การ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ก็สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่ผิดรัฐธรรมนูญมาตราใดเลยแม้แต่น้อย
และรายละเอียดของการบริหารประเทศ ช่วงเปลี่ยนผ่านว่าควรจะทำอย่างไร เพื่อสร้างความหวังให้กับประชาชนว่าประเทศชาติจะไม่จมปลักอยู่กับความขัดแย้งต่อไปอีกนั้น ผมเชื่อว่ามีคนเก่งคนดีจำนวนไม่น้อย พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “ยกเครื่องประเทศไทย” อย่างแน่นอน
กลไก “เปลี่ยนผ่านประเทศไทย” นี้ “เจ้าภาพ” ต้องไม่ใช่นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่ต้องมีตัวแทนขององค์กรประชาชนที่น่าเชื่อถือ และระดมสมองของทุกฝ่ายมาทำหน้าที่ เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนการ “ปฏิรูป” ประเทศไทย เพราะว่าคนไทยย่อมไม่ต้องการให้การเผชิญหน้า ระหว่างฝ่ายต่อต้านกับฝ่ายรัฐบาล ต้องทำให้มีการเสียเลือดเนื้อมากไปกว่านี้
แล้วความพร้อมจะ “เสียสละ” ของทุกฝ่าย คือ การแก้วิกฤติครั้งนี้ได้อย่างจริงจัง...และต้องเริ่มต้นที่สาเหตุแห่งวิกฤติของประเทศไทยตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาเสียก่อน






