วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

พ่อของพ่อสอนไว้ว่า...

แม้ว่าปู่จะจากไปเกือบ 30 ปีแล้ว แต่วันนี้พ่ออยากจะบอกปู่เหลือเกินว่า “พ่อครับ พ่อหลวงของเรายังทำงานไม่ได้หยุดเลยครับ"

ลูกครับ อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันพ่อแห่งชาติที่เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ปีนี้พ่ออยากจะเล่าเรื่องราวที่อยู่ในความทรงจำของพ่อที่มีต่อพ่อของพ่อให้ลูกฟัง

ปู่ของลูกเป็นคนพูดน้อย แต่พ่อมักจะสังเกตจากการกระทำของปู่ ปู่จะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำงานหาเลี้ยงครอบครัว รวมทั้งครอบครัวของพี่ๆน้องๆของปู่ที่อยู่ที่เมืองจีน การเลี้ยงดูลูกจึงเป็นหน้าที่ของย่ามากกว่า ตอนที่ปู่มีพ่อ ปู่ก็มีอายุเกือบห้าสิบปีแล้ว ยิ่งพ่อเป็นลูกคนสุดท้อง ก็ยิ่งมีความห่างกันมากกว่าพี่ๆของพ่อ และปู่ยังจากพวกเราไป ตั้งแต่ตอนที่พ่อเพิ่งเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย แต่ทุกวันนี้พ่อยังคงรำลึกถึงความทรงจำบนโต๊ะอาหารได้อย่างแม่นยำ เพราะนั่นเป็นช่วงเวลาเดียวที่พ่อได้เรียนรู้ ได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อของพ่อมากที่สุด

บ้านของเราตั้งอยู่บนถนนวานิช 1 ซึ่งก็คือ ต้นทางของย่านสำเพ็งนั่นเอง คนจีนที่หนีความอดอยากมาตั้งรกรากที่เมืองไทย มาพึ่งพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว ต่างก็มาอยู่กันในย่านนี้ มาทำมาค้าขายกัน ชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้าและชั้นบนก็เป็นที่พักอาศัย การกินถือเป็นเรื่องใหญ่ โต๊ะอาหารของแต่ละบ้านจะเป็นโต๊ะกลม พนักงาน เสมียน หลงจู้ ตลอดจนเถ้าแก่และสมาชิกในครอบครัว จะมานั่งทานอาหารพร้อมๆกันเสมอและบทเรียนชีวิตต่างๆ ก็มักจะได้เรียนรู้กันบนโต๊ะอาหารนี่แหละ ยกตัวอย่างเช่น


1. ความเสมอภาคอันเป็นหนึ่งเดียว ภายในไม่เกินสามนาที เมื่อย่าตะโกนว่า “กินข้าวได้แล้ว” ทุกคนจะมานั่งพร้อมหน้า มือซ้ายจับชาม มือขวาหยิบตะเกียบและเริ่มทานพร้อมกัน ลองนึกภาพโต๊ะกลมที่มีที่ว่างเว้นไว้หนึ่งที่ หากมีสมาชิกที่เข้ามาช้า ทุกสายตาจะมองไปยังคนที่มาสายกึ่งตำหนิไปในตัว ปู่หรือเถ้าแก่ที่พนักงานเรียกขาน จะเริ่มจับตะเกียบก็ต่อเมื่อลูกๆและพนักงานมากันครบ ทุกสายตาจะมองไปที่มือของปู่และจับตะเกียบตาม ทุกคนจะเริ่มทานก็ต่อเมื่อปู่เริ่มยกชามข้าวขึ้น จากการกระทำที่เห็นจนชินตาบนโต๊ะกลมที่สะท้อนให้เห็นกลายๆในความเท่าเทียมกันที่ทุกคนมองเห็นในมุมเดียวกัน ภาพที่ติดตานี้ เปรียบได้กับการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยบนโต๊ะอาหารที่ทุกคนมีสิทธิทานอาหารเหมือนกัน แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีผู้นำที่จะนำพาทุกคนไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพียงกัน ไม่มีการมาก่อนกินก่อน ไม่มีการตักออกไปกินเองคนเดียว หรือกินเลอะเทอะมูมมาม ทุกคนเข้าใจและเคารพในกติกาที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย


2. ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักแบ่งปัน มีมารยาทที่ดี กับข้าว 4 อย่าง น้ำแกง 1 อย่าง ที่ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะกินกัน พ่อเคยเห็นปู่สอนพนักงานคนหนึ่งที่คีบกินแต่เป็ดพะโล้ของโปรดอยู่อย่างเดียวว่า ให้คิดถึงคนอื่นบ้าง เคยเห็นหลานชายตัวน้อยจ้วงตักแต่ลูกชิ้นกุ้งใส่ชามของตัวเองจนอาหารจานนั้นเหลือแต่ผักโสภณ ปู่ก็จะสอนให้หลานตัวน้อยสังเกตจำนวนคนที่นั่งล้อมวง ให้รู้จักคิดแบ่งปันให้ทั่วถึง ปลานึ่งในจานสองตัว เป็นมารยาทที่ต้องคีบกินตัวแรกให้หมดก่อนที่จะคีบกินตัวที่สอง พุงปลาหัวปลาที่อร่อยๆ ผู้น้อยมักจะเกรงใจไม่กล้าคีบ นอกเสียจากผู้ใหญ่จะเสียสละคีบให้เอง ผักชีที่โรยหน้ามาบนจานหอยทอด พี่เขยตัวอ้วนของพ่อก็คีบทั้งหมดเข้าปากทันที วันนั้นพี่เขยโดนปู่สั่งสอนไปชุดใหญ่ อาหารน่าจะไม่ย่อยทั้งวัน ภาพที่ติดตาเหล่านี้เปรียบได้กับคำสอนให้พวกเรารู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข รู้ผิดชอบชั่วดี อย่าเห็นเรื่องผิดเป็นเรื่องถูก ไม่ทำผิดตามๆกัน หรือคิดว่าทีเขาทำผิดได้ เราก็ทำผิดได้ ต้องมีหิริโอตัปปะ คือ ความละอายใจและเกรงกลัวต่อการทำผิด เมื่อคนที่อยู่ร่วมกันต่างก็มีสิ่งดีงามเหล่านี้ สังคมจึงจะน่าอยู่และมีทางรอดได้เสมอ


3. ต้องตื่นตัวทั้งกายใจอยู่เสมอ แม้แต่ท่านั่งในการกิน ใครที่ติดนิสัยชอบนั่งหลังงอ หลังไม่ตรง จะโดนปู่บอกให้นั่งหลังตรงไว้เสมอ พ่อเองเคยโดนปู่เอาด้านปลายตะเกียบเขกเข้าที่กะบาลอย่างแรงและจดจำได้จนทุกวันนี้ วันนั้นพ่อนั่งหลังค่อมเอาปากคาบที่ขอบชามโดยไม่ได้ใช้มือซ้ายยกชามข้าวขึ้นมาและใช้ตะเกียบโกยข้าวเข้าปากจนชามเกือบหล่นจากโต๊ะ ปู่บอกว่า แม้แต่เวลากินก็ต้องให้กระฉับกระเฉง ใจถึงจะตื่นรู้ มีสติและสดชื่นอยู่ตลอดวัน รู้และตื่นตัวต่อสิ่งผิดถูกที่เกิดขึ้นรอบตัว มีใจที่จะช่วยกันเตือน ช่วยกันแก้ไข อย่านิ่งเฉยต่อสิ่งที่ผิด เพื่อจรรโลงให้สังคมนั้นอยู่ดี มิน่าเล่า พ่อถึงเห็นปู่นั่งชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งขณะกินข้าวเสมอๆ


4. กตัญญูรู้คุณ บนกำแพงด้านหนึ่งของโต๊ะอาหาร มองหน้าขึ้นไปทีไรก็จะมองเห็นภาพปู่ทวดและย่าทวดติดไว้คู่กัน วันหนึ่งปู่บอกบนโต๊ะกินข้าวว่า ถ้าไม่มีบุคคลสองท่านนี้ วันนี้ก็จะไม่มีพวกเรา ที่พูดเช่นนี้ ไม่ใช่แค่คนสองคนได้สืบทอดลูกๆหลานๆมาจนทุกวันนี้เท่านั้น ที่สำคัญคือการสืบทอดคำสอนและคุณงามความดีให้เราได้สานต่อไปยังลูกๆหลานๆของเราในภายภาคหน้า ที่หน้าร้านเรา เวลาใครเดินเข้าออกก็จะเห็นรูปพระเจ้าอยู่หัวคู่กับพระราชินี ปู่บอกว่า พระเจ้าอยู่หัวก็คือพ่อของแผ่นดิน ความดีงามที่พ่อของแผ่นดินได้ทำไว้ให้เห็นเป็นตัวอย่างมาตลอดชั่วชีวิตของท่านได้ติดตาตรึงใจพวกเราชาวจีนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น เมื่อคิดกตัญญูต่อบรรพชนของครอบครัวก็ให้คิดกตัญญูต่อพ่อของแผ่นดินให้มากยิ่งกว่า ภาพที่ปู่พูดบนโต๊ะอาหารยังติดตาพ่อมาจนทุกวันนี้

แม้ว่าปู่จะจากไปเกือบ 30 ปีแล้ว วันนี้พ่ออยากจะบอกปู่เหลือเกินว่า “พ่อครับ หลังจาก 30 ปีที่พ่อจากพวกเราไป พ่อหลวงของเรายังทำงานไม่ได้หยุดเลยครับ”


ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ปวงชนชาวไทยตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ