วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

บทเรียนวิกฤติความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง (2)

บทเรียนวิกฤติความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง (2)

การมีพื้นที่ในการพูดคุยหาทางออกประเทศไทย เพื่อนำไปสู่ความปรองดองและตกลงกติกาของบ้านเมืองร่วมกันเป็นสิ่งที่จำเป็น

ต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในขณะนี้ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะหาเวทีที่เป็นกลาง เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย นอกจากนี้ก็ยังเป็นเรื่องยากในการหาคนกลางที่มีบารมีมากพอ มีจิตใจเที่ยงธรรมเข้ามาประสานเพื่อให้มีการเปิดเจรจากันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มผู้ชุมนุม

นักกฎหมายมหาชนเองก็มีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากต่อการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. บ้างก็ว่าเป็นอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ บ้างก็ว่าไม่ใช่อำนาจศาล สมาชิกวุฒิสภานั้นควรต้องมาจากการเลือกตั้งอยู่แล้วตามหลักการประชาธิปไตย หากมีการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักการดังกล่าว คือ ให้อำนาจประชาชนในการเลือกผู้แทนของเขาโดยไม่ไปแก้ไขกลไกที่อาจทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลตามเจตนารมณ์เดิมเสียไป การแก้ไขประเด็นนี้ก็จะไม่มีจุดอ่อนให้สกัดกั้นได้ นอกจากนี้ กระบวนการการแก้ไขก็ต้องทำให้ถูกต้อง การเสียบบัตรแทนกัน เป็น การกระทำผิด ที่ทำให้ กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นต้องล่มลง และ ยังซ้ำเติมต่อปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ให้หนักหนากว่าเดิมอีก สมาชิกรัฐสภาเหล่านั้นต้องแสดงความรับผิดชอบในทางการเมือง

ความไม่ชอบธรรมของเสียงข้างมากอาจทำให้ เสียงข้างมาก มีอำนาจน้อย เสียงข้างน้อย มีอำนาจมาก ได้ ขณะเดียวกัน ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและมีอภิสิทธิ์ชนที่มีอำนาจมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่ ย่อมทำให้เสียงข้างมากจากประชาชน มีอำนาจน้อยกว่าเสียงข้างน้อยของอภิสิทธิ์ชนได้เช่นกัน ขอให้ประชาชนผู้มีใจเป็นธรรมพิจารณาเอาเองว่า ประเทศไทยของเรามีความโน้มเอียงไปทางไหนมากกว่ากัน

ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงในเวลานี้เป็นทั้งวิกฤติและโอกาส ผมไม่อยากพูดถึงวิกฤติและผลกระทบมากนัก เพราะเคยเขียนบทความวิเคราะห์รวมทั้งให้ความเห็นผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ ไปมากแล้ว บทความนี้จึงขอมองในแง่ “โอกาส” บ้างว่าเราจะทำอย่างไรต่อสถานการณ์ความขัดแย้งขณะนี้ ผมมองว่าเป็นโอกาสที่เราจะใช้พลังการตื่นตัวของประชาชนและพลังมวลชนทั้งสองฝ่ายในการผลักดันปฏิรูปประเทศไทยอย่างรอบด้าน และ ตอกย้ำจิตสำนึกประชาธิปไตยให้หยั่งรากลึก ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนจะตื่นตัวในการปกป้องผลประโยชน์ของเขาเอง ประโยชน์ของส่วนรวม อันจะทำให้ประชาธิปไตยคุณภาพถูกสถาปนาขึ้นอย่างมั่นคง

ข้อเสนอเพื่อหาทางออกจากวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีหน่วยงานทางวิชาการ รวมทั้ง คอป. ได้เสนอทางออกไว้มากมาย ปัญหาวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนองค์ความรู้ในการจัดการวิกฤตการณ์ความขัดแย้งอย่างสันติวิธี หากอยู่ที่การปฏิบัติที่เป็นจริง และ การเสียสละและเห็นแก่ประโยชน์สาธารณะของแกนนำขั้วความขัดแย้งทั้งหมด ผมคิดว่าสถานการณ์วิกฤตการณ์ความขัดแย้งจะพัฒนาไปเร็วเกินกว่าการควบคุมได้หากปล่อยให้มีการบาดเจ็บล้มตายนองเลือดจำนวนมาก ภาวะดังกล่าวจะนำประเทศเข้าสู่ “สภาพอนาธิปไตย” และ “สงครามกลางเมือง” ได้ เราจะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้เมื่อใช้ “สติปัญญา” ในการแก้ปัญหามากกว่า “อารมณ์ความรู้สึก” และ พึงรำลึกว่า เราทั้งหลายต่างเป็น “เพื่อนร่วมชาติ” “เพื่อนร่วมโลก” หรือ “เพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย” ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

สำรวจดูรากฐานแห่งความขัดแย้งแล้ว ยังมีความหวังว่าจะแก้ไขได้ง่ายกว่าสังคมอื่นๆ (เสนอเป็นข้อมูลไว้ในตอนที่ ๑) ที่สถานการณ์พัฒนาสู่ “สงครามกลางเมือง” เราพอสรุปปัญหาวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยตลอดช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้

1. การปะทะกันของผลประโยชน์ระหว่าง กลุ่มทุนใหม่ กับ กลุ่มทุนอนุรักษนิยม และ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ที่มาจากเลือกตั้ง (ซึ่งถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียง) กับ พลังอำนาจอนุรักษนิยม (ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็น อภิสิทธิ์ชน เป็น อภิชนาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตย) ความขัดแย้งแบบนี้เป็นภาวะปรกติที่เกิดขึ้นในพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของทุกประเทศอยู่แล้ว จึงไม่น่าวิตกกังวลมาก หากเล่นในกรอบกติกาและไม่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง

เป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายที่เชื่อว่า ตัวเองเป็นผู้พิทักษ์คุณธรรมความถูกต้อง และ คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะ โดยกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดต่อคุณธรรมความถูกต้อง และ ถูกโจมตีว่าเป็น ฝ่ายอธรรม

ในนิยาย ผู้แต่งมักสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตัวละครแต่ละตัว ฝ่ายคุณธรรมก็ดีจนเรารู้สึกว่า Too good to be truth ส่วนพวกวายร้ายก็เลวร้ายเหลือประมาณจนไม่เป็นมนุษย์ แต่ในโลกความเป็นจริงไม่ได้มีคนแบบนั้น แต่ “วิญญูชนจอมปลอม” มีให้เห็นเป็นประจำ พวกนี้ภายนอกจะดูดีมีคุณธรรมแต่เบื้องลึกแล้วไม่ต่างจากปุถุชนกิเลสหนา

ในความเห็นของผม (ซึ่งอาจผิดหรือถูกก็ได้) คิดว่า การต่อสู้กันครั้งนี้ไม่ชัดเจนนักว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง “ธรรมะ” กับ “อธรรม” หรือแม้นกระทั่งระหว่าง “ประชาธิปไตย” กับ “เผด็จการ” ไม่มีใครกล่าวอ้างได้ว่า ตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะ หรือ ฝ่ายประชาธิปไตย ได้อย่างเต็มปากนัก หากจะสรุปเพื่อแสวงหาเส้นทางแห่งความปรองดอง ก็ต้องบอกว่า เป็นความเห็นต่างกันและจุดยืนต่างกันในเรื่องหลักจริยธรรม และ หลักการประชาธิปไตย หากพูดให้ตรงกล่าวนั้น ก็คือ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ อำนาจ และความเชื่อศรัทธาที่ต่างกัน โดยทุกฝ่ายต้องอ้างหลักการเพื่อสร้างความชอบธรรมในการต่อสู้และตรึงมวลชนของตัวเองเอาไว้ด้วยอุดมการณ์เหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างว่า ตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ก็ดี ตัวเองเป็นฝ่ายธรรมะก็ดี สถาปนาตัวเองเป็นผู้ปกป้องสถาบันกษัตริย์ก็ดี ต่อต้านระบอบทักษิณก็ดี ต้องดูตามข้อเท็จจริง การแสวงหาข้อเท็จจริงจึงเป็นส่วนสำคัญของการแก้ปัญหา จะได้รู้กันชัดๆ ว่า ใครเป็นใคร การสร้างความยอมรับและการแสวงหาการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยลดการเผชิญหน้า

ทางออกของปัญหาการปะทะกันของผลประโยชน์ระหว่าง “กลุ่มทุนใหม่” กับ “กลุ่มทุนอนุรักษ์” ต้องแก้ไขโดยการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นประชาธิปไตย สร้างกติกาที่ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดอำนาจผูกขาด ทำให้เกิดผู้เล่นที่หลากหลายมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ต้องสร้างวัฒนธรรมที่ยึดถือคุณธรรม ส่วนการนำ “สถาบันกษัตริย์” มากล่าวอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ก็ควรมีการแก้ไขมาตรา 112 ให้เหมาะสม

2. การแก้ปัญหานอกวิถีทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดจากการ

รัฐประหาร 19 กันยา มีการทำลายระบบนิติรัฐนิติธรรมอย่างรุนแรง เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในระบบนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมที่ถูกสถาปนาขึ้นมาโดย คมช. ทางออกของเรื่องนี้ คือ การสร้างกลไกไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยอำนาจนอกระบบ

3. ปัญหาการใช้อำนาจเกินขอบเขตและการทำลายระบบตรวจสอบ ตลอดจนการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองที่มาจากเลือกตั้งและข้าราชการระดับสูง ทางออกปัญหานี้ คือ ต้องนำผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชันเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและต้องมีการลงโทษผู้โกงชาติ

4. บทบาทของศาลยุติธรรม กระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ อัยการ ป.ป.ช.) ท่ามกลางวิกฤตการณ์ความขัดแย้งถูกตั้งคำถามอย่างหวาดระแวงว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่ ระบบสองมาตรฐานของระบบยุติธรรมไทยและการขยายการรับรู้ว่า “ระบบยุติธรรม” ไทยมีปัญหาเรื่องการสร้างความเป็นธรรม ให้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกันของคนไทยทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ใส่เสื้อสีไหน อย่างล่าสุด (20 พ.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ส.ส. และ ส.ว. ที่ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. มีความผิดตาม มาตรา 68 วรรคหนึ่ง คือ เป็นการกระทำเพื่อได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศด้วยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ รุ่งขึ้น (21 พ.ย.) ป.ป.ช. ประชุมนัดพิเศษรับลูกทันที แม้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. จะมีปัญหาเสียบบัตรแทนกัน ของ ส.ส. หากสอบสวนแล้วเป็นจริงตามที่ถูกกล่าวหา ผู้กระทำผิดก็ต้องรับโทษไป ส่วนคำวินิจฉัยหลายประเด็นของศาลรัฐธรรมนูญขัดหลักการประชาธิปไตย ไม่อาจทำได้ และไม่ควรทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นตกไปนอกจากนี้ ยังมีนักกฎหมายมหาชนจำนวนหนึ่งมองว่า ศาลไม่มีอำนาจรับคดีไว้วินิจฉัยอีกด้วย ขณะที่นักกฎหมายมหาชนบางส่วนก็บอกว่า รับคดีไว้วินิจฉัย ตกลงเราจะเชื่อใครดี ทางออกของปัญหานี้ คือ การผลักดันให้มีการปฏิรูประบบศาลยุติธรรม และ ทำให้ระบบตุลาการยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น

5. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้เพิ่มปัญหาความขัดแย้งให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นแต่ประเด็นนี้ต้องใช้เวลาในการแก้ไขเป็นเรื่องระยะยาวมากกว่าปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหานี้ต้องอาศัยมาตรการหลายอย่างในการสร้างความเป็นธรรม กระจายรายได้ กระจายความมั่งคั่ง (ผมเคยเสนอความเห็นไว้แล้วในบทความเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ)

6. การกล่าวอ้างสถาบันกษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง มีการกล่าวอ้างและดึงสถาบันกษัตริย์ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง ทำให้สังคมไทยแตกแยกกันมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการใช้กฎหมายมาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมืองและโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่า ไม่จงรักภักดี และ บางทีไปไกลถึงขั้นกล่าวหาว่า ต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหว และ สร้างความแตกแยกขัดแย้งให้ร้าวลึกมากขึ้นอีก

7. มีกระบวนการสร้างความเกลียดชังต่อกันอย่างเป็นระบบ และมีการขยายตัวของสื่อเลือกข้างที่มุ่งให้ข้อมูลด้านเดียวเพื่อปลุกระดมมวลชนของตัวเอง มีการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) มีการผลิตซ้ำและเผยแพร่ซ้ำถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) โดยที่ข้อความเหล่านี้ส่งผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง

8. ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้เป็นความขัดแย้งที่มีเดิมพันสูง การต่อสู้กันโดยไม่ยอมให้ฝ่ายตรงกันข้ามมีทางถอยหรือจนมุม ย่อมเกิดการต่อสู้แบบสุนัขจนตรอกรุนแรงแตกหัก การถอยคนละก้าวแล้วสานเสวนาเพื่อลดความร้อนแรงของความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน

ท่านทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในบทบาท หรือ ฐานะใดก็ตาม คงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือประคองสถานการณ์ให้ประเทศของเราก้าวข้ามพ้น หลุมดำแห่งวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ไปให้ได้ ครับ