บรรยากาศเครียดๆ ในทะเลระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เพิ่มดีกรีขึ้นอีกระดับหนึ่ง เมื่อจีนประกาศ เขตป้องกันพิเศษทางอากาศ
เหนือทะเลจีนตะวันออก
สหรัฐ ท้าทายด้วยการส่งเครื่องบิน B-52 จำนวน 2 ลำ ขึ้นบินเหนือเขต Air Defence Identification Zone (ADIZ) เพื่อแหย่มังกรดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า
ปักกิ่ง บอกว่า ยังไม่ทำอะไร เฝ้าดูว่ามะกันจะยั่วยุอะไรเกินกว่าเหตุหรือเปล่า
ญี่ปุ่น โวยฉับพลัน ชี้นิ้วกลับไปที่จีน ว่า นี่เป็นการกระทำที่จีนแสดงอาการวางก้ามอย่างไม่มีเหตุผล
โตเกียว กำลังส่งเสียงดังกระหึ่มขึ้นว่า เห็นทีจะต้องขยายแสนยานุภาพทางทหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียแล้ว
ข่าวอย่างนี้ย่อมไม่เป็นมงคลสำหรับการสร้างเสถียรภาพและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ระหว่างยักษ์ใหญ่ของเอเชีย ซึ่งมีเรื่องระหองระแหงมายาวนานพอสมควรแล้ว
การประกาศเขต “หวงห้ามทางอากาศ” ใหม่ของจีน เป็นกฎกติกาที่กำหนดให้เครื่องบินทุกลำที่บินผ่านต้องนำเสนอแผนการบิน แจ้งสัญชาติของตน และติดต่อทางวิทยุสองทางกับทางการจีน
หากไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่กำหนดไว้ จีน สงวนสิทธิ์ที่จะใช้ "มาตรการป้องกันตัวเองฉุกเฉิน"
ซึ่งอาจจะหมายถึงการส่งเครื่องบินขึ้นสกัด หรือไม่ก็ใช้วิธีการทางทหารอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะจีนถือว่านี่คือการประกาศเขตหวงห้ามของตน โดยไม่ต้องปรึกษาประชาคมโลกหรือเพื่อนบ้านก่อนแต่อย่างใด
สหรัฐ บอกว่า เมื่อปักกิ่งส่งสัญญาณแปลกๆ อย่างนี้ ก็ต้องลองทดสอบว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไรกันแน่
เครื่องบินรบ B-52 ทั้ง 2 ลำ ส่งขึ้นไปบินในเขตหวงห้ามนั้นโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพราะวอชิงตันถือว่าจีนจะกำหนดเส้นแบ่งเขตทางอากาศขึ้นมาเอง อย่างนั้นไม่น่าจะถูกด้วยกติกาสากล
มะกันถือเสมอว่าตนเป็น “เจ้าเวหา” ทั้งโลก ส่วนจีน ก็อ้างสิทธิรอบบ้านตัวเองเช่นกัน ใครเหยียบย่างข้ามเขตเข้ามาต้องมีมารยาทพอที่จะแจ้งล่วงหน้า เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นมิตร ใครเป็นศัตรู
ไม่ต้องวิเคราะห์ให้ยาก ก็ต้องรู้ว่าเป้าหมายหลักของการประกาศล่าสุดของจีนเช่นนี้คือญี่ปุ่น
เพราะเขตน่านฟ้าที่ขยายออกจากเดิมครั้งนี้ กินเนื้อที่เหนือหมู่เกาะที่จีนกับญี่ปุ่นมีกรณีพิพาทกันอยู่ จีนเรียก “เตียวหยู” และ ญี่ปุ่นเรียก “เซนกากุ”
พอจีนขีดเส้นทางอากาศไปครอบคลุมหมู่เกาะเข้าอย่างตั้งใจเช่นนี้ ก็ย่อมกระตุ้นปฏิกิริยาจากโตเกียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และช่างตรงกับจังหวะที่รองประธานาธิบดีสหรัฐ โจ ไบเดน เตรียมไปเยือนสามประเทศใหญ่ของเอเชีย คือ จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ พอดี
จะอ้างว่าเป็นความบังเอิญ ก็คงจะเป็นเรื่องบังเอิญเกินเหตุ
หรือนี่เป็นการทดสอบว่า สหรัฐ ยังมีความพยายามเสริมเขี้ยวเล็บในเอเชีย พอที่จะสกัดการขยายอิทธิพลของจีน จริงหรือไม่?
นักวิเคราะห์มะกัน บอกว่า ใครที่สงสัยว่าสหรัฐยังมีความคล่องตัว และปราดเปรียวเพียงพอในเอเชียหรือไม่ ก็ให้ดูการส่งเรือรบ กองกำลังนาวิกโยธิน และฝูงบินมาช่วยเหยื่อไต้ฝุ่น “ไห่เยี่ยน” ที่ถล่มฟิลิปปินส์ อย่างรวดเร็วและเข้มแข็งเพียงใด
เปรียบเทียบกับจีน ที่เสนอเงินช่วยเหลือแต่เพียงน้อยนิด และไม่สามารถส่งหน่วยกู้ภัยทางทหารอย่างที่ “มหาอำนาจ” พึงจะทำได้ในสถานการณ์เช่นนี้
จีน อาจจะบอกว่า ที่ส่งไปช่วยน้อย และช้ากว่าสหรัฐ ในกรณีนี้ไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถจะทำ หากแต่อยู่ที่ไม่มีประเพณีหรือความกระตือรือร้นทางการเมืองต่อฟิลิปปินส์ต่างหากเล่า
น้ำเสียงขึงขังจากรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ชาก เฮเกิล หลังจากจีนประกาศ “เขตอากาศหวงห้าม” ใหม่นี้ ตอกย้ำว่าวอชิงตันจะไม่ยอมให้ปักกิ่งข่มขู่คุกคามโตเกียวเป็นอันขาด
เพราะพี่แกยืนยันว่า “สหรัฐขอยืนยันว่ามาตรา 5 ของสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่นนั้น ใช้กับการช่วยญี่ปุ่นป้องกันหมู่เกาะเซนกากุด้วย”
หลังจาก จีน ออกประกาศนี้เมื่อวันเสาร์ก่อน สายการบินพาณิชย์ใหญ่ของญี่ปุ่นสองสาย คือ Japan Airlines กับ All Nippon Airlines ก็จัดการส่งแผนการบินของตนไปให้เจ้าหน้าที่จีนล่วงหน้า เพราะทั้งสองมีเส้นทางบินเหนือบริเวณนั้น
แต่อีกสองวันต่อมา หน่วยงานของทั้งสองสายการบิน ออกแถลงการณ์ว่าจะไม่ทำตามที่ทางการจีนสั่งแล้ว
เหตุเพราะว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเอง แจ้งไปยัง JAL และ ANA ว่าห้ามส่งแผนการบินไปให้ปักกิ่ง เพราะการทำอย่างนั้นเท่ากับเป็นการยอมรับสิทธิของจีน เหนือหมู่เกาะที่ญี่ปุ่นยืนยันว่าเป็นของตนมาตลอด
พี่ยุ่นกับตั๊วเฮียจีนเริ่มรำมวยใส่กันอีกรอบหนึ่งแล้ว!






