วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจยุคใกล้สงคราม (กลางเมือง)

เศรษฐกิจยุคใกล้สงครามกลางเมืองได้เริ่มก่อตัวแล้ว และ เรากำลังเดินเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง

อย่างเป็นด้านหลัก และมีแนวโน้มกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้หากไม่แสวงหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างสันติ ยึดถือกฎหมายและยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย

สงครามระหว่างประเทศ ก็ดี สงครามระหว่างคนในชาติก็ดี ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงในทุกมิติ สงคราม คือ การเมืองที่หลั่งเลือด ขณะที่ การเมือง คือ สงครามที่ไม่หลั่งเลือด สังคมไทยจะหลีกเลี่ยงภัยสงคราม การปะทะกันด้วยกองกำลังและการฆ่ากันของเพื่อนร่วมชาติ เมื่อเราแก้ปัญหาด้วย “การเมืองแบบประชาธิปไตย” ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงนอกระบบและการใช้กำลังรุนแรงแบบอนาธิปไตย

เวลานี้หลายท่านคงห่วงผลกระทบปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองต่อเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน พรุ่งนี้ (30 พ.ย. 56) ทางคณะเศรษฐศาสตร์ และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป ม. รังสิต จะมีการจัดสัมมนาประจำปี “แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2557: ปัจจัยเสี่ยงและโอกาสในการลงทุน” ที่อาคาร 15 มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองเอก ตั้งแต่ 11.00-16.30 น.

ผมขอพาย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีต เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนสติเราถึงภัยจากสงครามและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ในค่ำคืนของวันแห่งความรักเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ความหวาดกลัวสงครามอ่าวเปอร์เซียเจือจางลงบ้าง หลังจาก ดร. ฮันซ์ บลิกซ์ หัวหน้าคณะผู้ตรวจสอบของยูเอ็นได้แถลงต่อคณะมนตรีความมั่นคงว่า ไม่พบว่าอิรักมีอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูงแต่อย่างใด

คลื่นฝูงชนกว่า 6 ล้านคนของบรรดาผู้รักสันติภาพทั่วโลกออกมาแสดงพลังคัดค้านสงคราม การชุมนุมประท้วงในลอนดอนและเบอร์ลินมีจำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

น้ำมันแพง อัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินตกต่ำรุนแรง เศรษฐกิจตกต่ำ คนว่างงานจำนวนมาก การล่มสลายของตลาดหุ้น ความเกลียดชังทางเชื้อชาติ (กรณีของไทยเป็นการเกลียดชังสีเสื้อที่สวมใส่) การเติบโตของชาตินิยม และ การประท้วงและความรุนแรง เป็นลักษณะของเศรษฐกิจการเมืองก่อนเกิดสงครามใหญ่

ความกดดันของการตกต่ำครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกในระหว่าง ค.ศ. 1929-1932 เป็นสาเหตุใหญ่ประการหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจของไทยในสองสามปีข้างหน้า จะเป็นปัจจัยเสริมของสงครามกลางเมืองของรัฐไทยในอนาคต

แม้นว่าสงครามโลกครั้งที่สองเป็นปัจจัยฉุดเศรษฐกิจของบางประเทศที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สงครามฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ ขณะที่สงครามกลางเมืองในไทยมีผลกระทบต่อบรรษัทข้ามชาติของไทยน้อยกว่ากิจการขนาดเล็กขนาดกลางที่ไม่อาจหนีไปไหนได้ รวมทั้ง การย้ายฐานการผลิตของบรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย

มีความแตกต่างหลายประการระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองกับสงครามอ่าวเปอร์เซียรอบสอง หรือ สงครามกลางเมืองที่อาจเกิดขึ้นในรัฐไทย

อย่างน้อยที่สุด มีปัจจัยและเหตุผลหลายประการที่ทำให้ผมเชื่อว่า เราสามารถหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองในไทยได้และต้องใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถของผู้รักสันติและรักประเทศชาติอย่างแท้จริงต้องป้องกันและลดเงื่อนไขไม่ให้ประเทศเราเดินเข้าสู่หุบเหวแห่งวิกฤติทางเศรษฐกิจและความหายนะของสภาพ “รัฐล้มเหลว”

ช่วงก่อนเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐอเมริกาสามารถจัดการกับอาวุธทำลายล้างสูงของซัดดัม ฮุสเซ็น (ในที่สุดความจริงก็ปรากฏว่า ไม่มีอยู่จริง เป็นการสร้างเรื่องเพื่อทำสงครามเท่านั้น) โดยไม่ต้องเปิดศึกสงครามต่ออิรัก และ ควรจะปล่อยให้ฝ่ายค้านในอิรักเป็นฝ่ายจัดการกับระบอบซัดดัม

การรุกรานของอิรักโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากองค์การสหประชาชาติ ความน่าเชื่อถือของยูเอ็นถูกท้าทาย กลายเป็น เสือกระดาษ และ กฎหมายระหว่างประเทศถูกละเมิด กลายเป็น สิ่งที่ไม่มีใครปฏิบัติตาม

สภาพดังกล่าวไม่เท่ากับความล่มสลายของสันนิบาตชาติก่อนสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้น แต่เป็นสัญญาณไม่ดีของระบบนิติรัฐของโลก

ความล้มเหลวของสันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างไร ประวัติศาสตร์ให้บทเรียนเราเสมอ เพราะประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา “สัญชาตญาณสัตว์” ใน “ตัวคน” ไม่ได้ลดลง เราจึงสามารถทำนายพฤติกรรมของคนได้ไม่ยาก โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดสงครามและความขัดแย้งรุนแรง

แม้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะยุติอย่างเป็นทางการลงในปี ค.ศ. 1918 แต่แผลลึกและความเจ็บปวดยังดำรงอยู่อย่างครบถ้วนหลังสงครามช่วงทศวรรษ 1920-1930 ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไม่ได้ลดน้อยลงเท่าไหร่นัก

ฝ่ายพันธมิตรชนะสงครามต่างหวาดระแวงกันจนต้องจัดทำสนธิสัญญา 9 อำนาจ ทัศนคติที่ไม่ดีต่อกันจึงเกิดขึ้นมาระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ยังมีข้อสงสัยเรื่องสัญญามิตรภาพระหว่างอังกฤษกับญี่ปุ่นจากการที่สองประเทศมีความผูกพันกันมาเป็นเวลาช้านาน สหรัฐฯหวาดระแวงทั้งสองประเทศ

ญี่ปุ่นเองได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากจากการเป็นฝ่ายพันธมิตร แม้นจะเข้าร่วมสงคราม

โลกครั้งแรกในช่วงสั้นๆ แต่ก็ได้ดินแดนหมู่เกาะของเยอรมันเหนือเส้นศูนย์สูตรไปจำนวนมาก

ประเทศผู้ชนะสงครามได้แบ่งปันดินแดนภายใต้การครอบครองของผู้แพ้สงครามและบีบให้ประเทศผู้แพ้สงครามอย่างเยอรมันจ่ายหนี้สงคราม รวมทั้งลงโทษอาชญากรสงคราม

ความขัดแย้งที่นำมาสู่สงครามสร้างความหายนะของมนุษยชาติ ต่อนี้ไปจะไม่ใช่เรื่องดินแดน แต่เป็นเรื่องของความเชื่ออารยธรรมที่แตกต่างกันพวงด้วยการแย่งชิงทรัพยากรที่ขาดแคลน รวมทั้งการละเมิดสิทธิทางเศรษฐกิจอย่างไม่เป็นธรรมภายใต้ภาวะไร้พรมแดน

เยอรมันต้องจ่ายเงินให้กับกลุ่มประเทศพันธมิตรตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาแวร์ซายส์เป็นจำนวนเงิน 132,000 ล้านมาร์ก (ทองคำ) โดยจ่ายเป็นรายปีๆ ละ 2 พันล้านมาร์ก บวกกับ 26% ของมูลค่าการส่งสินค้าส่งออก

ทั้งหมดของแต่ละปี

นี่คือ ตัวเลขการใช้หนี้ความเสียหายจากสงครามเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นนะครับ

ก็พอจะทราบนะครับว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจมันหนักหนาสาหัสขนาดไหน

ไม่นับรวมชีวิตผู้คนนับล้านที่ประเมินค่ามิได้

รัฐบาลผสมเยอรมันภายใต้การนำของนายคาร์ล โยเซฟ เวอร์ธ ตอบรับเงื่อนไขของพันธมิตรและเริ่มชำระหนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1921 เนื่องจากหากไม่ทำตามสัญญาเยอรมันจะถูกกำลังทหารบุกยึดแคว้นรูธ์

อย่างไรก็ตาม เยอรมันได้ประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงและนำมาสู่การขาดความเชื่อมั่นในค่าเงินมาร์กและการอ่อนตัวของค่าเงิน ค่าเงินอ่อนตัวจากมูลค่า 70 มาร์กเทียบกับ 1 ดอลลาร์สหรัฐมาอยู่ที่ 620 มาร์กต่อดอลลาร์ในปี ค.ศ. 1921 แต่สถานการณ์ไม่ได้หยุดแค่นั้นเงินมาร์กยังคงรูดตัวต่อเนื่อง

อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง วันที่ 20 พ.ย. ค.ศ. 1923 หรือ พ.ศ. 2466 (ช่วงต่อรัชกาลที่ 6 และ 7) ระบบการเงินและค่าเงินของเยอรมันล่มสลาย

อัตราเงินเฟ้อที่สูงมากๆ ทำให้ราคาขนมปังหนึ่งแถวมีค่ามากกว่าล้านมาร์ก เด็กเยอรมันใช้มัดธนบัตรเงินมาร์กเยอรมันไร้ค่าเล่นเป็นก้อนอิฐก่อตึกก่อสะพาน

การล่มสลายทางเศรษฐกิจถึงจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 1924 เยอรมันประกาศพักชำระหนี้ ฝรั่งเศสและเบลเยียมไม่พอใจส่งทหารเข้าไปในแคว้นรูห์

การแข่งขันกันอย่างหนักในการสร้างกำลังทางทหารของบรรดาประเทศมหาอำนาจเวลานั้นนำการสู่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ การค้าชะงักงัน การลงทุนสร้างกองทัพทำให้มีเงินน้อยลงในการลงทุนทางเศรษฐกิจและสังคม

สหรัฐอเมริกาได้จัดให้มีการประชุมวอชิงตันในปี ค.ศ. 1921-1922 ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มี สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี ดัทช์ โปรตุเกส เบลเยียมและจีนได้ลงนามในสนธิสัญญา 9 อำนาจในการยืนยันสิทธิอย่างเท่าเทียมกันของทุกฝ่าย

มีสงครามย่อยๆ เกิดขึ้นหลายครั้ง เป็นสงครามสลับฉากก่อนเกิดสงครามใหญ่จากการจุดชนวนระเบิดครั้งใหม่โดยผู้แพ้สงครามโลกครั้งแรก นอกจากนี้ยังเกิดการปฏิวัติของพวกบอลเชวิกในรัสเซียและโลกตะวันตกรู้สึกว่าเป็นภัยคุกคาม ภาวะอึมครึมทางการเมืองและตกต่ำทางเศรษฐกิจปกคลุมไปทั่วยุโรป

ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจยังลุกลามไปทั่วโลกด้วย

ผลสะเทือนอันรุนแรงของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก เป็นเงื่อนไขประการหนึ่งที่ทำให้ลัทธิเผด็จการทหารฟาสซิสต์เติบโตในหลายประเทศและนำพา ฮิตเลอร์ก้าวสู่อำนาจในเยอรมัน มุสโสลินีขึ้นมาเป็นผู้นำอิตาลี

และนายพลโตโจเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น

สัญญาณของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องช่วงต้นทศวรรษ 1920 กรรมกรในยุโรปโดยเฉพาะในฝรั่งเศสเดินขบวนเรียกร้องของานทำ มีผู้คนจำนวนมากตกงาน เศรษฐกิจซบเซา เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายประเทศ

มีการสไตรค์หยุดงานครั้งใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศอังกฤษในเดือนพฤษภาคม ปี 1926 หนังสือพิมพ์ชั้นนำเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นเดลิเมล์ของอังกฤษ เดอะฟิลาเดลเฟีย อินไควเรอร์และอิฟนิ่ง การ์เซ้ทท์ของสหรัฐฯ รายงานภาวะอลหม่านของตลาดหุ้นในยุโรปและวอลสตรีท

ตลาดหุ้นวอลสตรีทในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1929 เริ่มส่อเค้าล่มสลาย 29 ตุลาคมของปีนั้นเป็นวันที่อับเฉาที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นโลก การตกต่ำเศรษฐกิจโลกครั้งนั้นไม่ได้มีผลกระทบทางการเงินและตลาดหุ้น เท่านั้นการค้า การผลิต การจ้างงานมีปัญหาหมด อย่างในเยอรมันฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1930 มีจำนวนผู้ว่างงาน 2 ล้านคน หลังจากนั้น 2 ปีเพิ่มขึ้นมา 3 เท่าเป็น 6 ล้านคน

ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากจากอู่ต่อเรือทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะอังกฤษ เดินทางมาประท้วงกลางกรุงลอนดอนในปี ค.ศ. 1936 เสียงเรียกร้องขออาหารและงานทำหนักขึ้นเรื่อยๆ และแผ่กระจายไปทั่วยุโรปโดยเฉพาะมีคนว่างงานจำนวนมากในเยอรมัน ข้ามฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังอเมริกา ในวันที่ 30 พฤษภาคม 1937 มีการก่อหวอดประท้วงของคนงานอุตสาหกรรมเหล็กกล้าแห่งนครชิคาโกและมีการปะทะกับตำรวจมีผู้เสียชีวิต 5 คนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ในที่สุดหัวหน้าพรรคสังคมนิยมแห่งชาติคนงานเยอรมัน (National Socialist German Workers) หรือ พรรคนาซี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก็เริ่มก้าวขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองในเยอรมันในปี ค.ศ. 1933 โดยประธานาธิบดี

ฮินเดนเบร์กได้แต่งตั้งฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากฮิตเลอร์ได้ขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองก็เริ่มต้นในการกำจัดศัตรูทางเมืองและฝ่ายค้านในประเทศจนหมดและได้ดำเนินการโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่องให้เชื่อมั่นในผู้นำและพรรคนาซี รวมทั้งให้เห็นดีเห็นงามกับการรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน

สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นเมื่อฮิตเลอร์ประกาศบุกโปแลนด์แบบสายฟ้าแลบ เวลา 12.40 น. ในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1939 โดยใช้ทหารราบ 40 กองพลร่วมกับกองทัพยานยนต์หรือกึ่งยานยนต์ซึ่งเคลื่อนที่ได้รวดเร็วมาก

นายพลไฮนซ์ กุเดอเรียนแห่งกองทัพนาซีเป็นผู้วางแผนการรบใช้กองทัพรถถังเจาะทะลวงแนวต้านของกองทัพโปแลนด์ ไม่นานนักก็สามารถบุกไปถึงกรุงวอซอร์ ขณะที่ประชาชนโปแลนด์ผู้รักชาติก็จัดตั้งกองกำลังใต้ดินสู้กับกองทัพนาซีเหมือนขบวนการเสรีไทยสู้กับกองทัพแดนอาทิตย์อุทัยผู้รุกราน

นอกจากนี้ยังมีการปลุกระดมลัทธิคลั่งชาติและเหยียดหยามเชื้อชาติอื่นในเยอรมัน ชาวยิวถูกสังหารหมู่จำนวนมากสังเวยความบ้าคลั่งไม่นับรวมชาวยุโรปนับล้านในพื้นที่ยึดครองของเยอรมัน

หันมาดูเศรษฐกิจไทยช่วงสงครามกันบ้าง สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนในยุคสงครามช่วง พ.ศ. 2485 ถึง 2488 ถ้าไม่ใช่ภาพทารุณโหดร้ายของทหารญี่ปุ่นที่กระทำต่อพลพรรคเสรีไทยแล้ว ก็คือ สภาวะอดอยากแร้นแค้นทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง

ทันทีที่รัฐบาล จอมพล ป. ประกาศตัวเป็นฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น คือ เป็นฝ่ายอักษะ มีการก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่นโดยมี ดร. ปรีดี พนมยงค์เป็นหัวหน้าขบวนการ ส่วนฝ่ายสัมพันธมิตรก็เริ่มตอบโต้ไทยทางทหารและทางเศรษฐกิจทันที อังกฤษได้ประกาศยึดเงินปอนด์สเตอร์ลิงที่ไทยฝากไว้เป็นทุนสำรอง สหรัฐฯได้ประกาศยึดทองคำสำรองเงินตราหนักประมาณ 8 ตันที่ไทยฝากไว้กับ Federal Reserve Bank

รัฐบุรุษอาวุโส ดร. ปรีดี พนมยงค์ได้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อไม่ให้ไทยเป็นฝ่ายแพ้สงครามและไม่ให้เป็นฝ่ายเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดจากสัญญาไม่เป็นธรรม

ถือเป็นคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของหัวหน้าขบวนการเสรีไทยและมันสมองของคณะราษฎร

เขียนมาทั้งหมด เพื่อเตือนใจให้เราช่วยกันหลีกเลี่ยงสงคราม (กลางเมือง) ครับ