วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

หมาเห่าเครื่องบิน

หมาเห่าเครื่องบิน

ทุกครั้งที่ดิฉันได้ยินประโยคว่า “หมาเห่าเครื่องบิน” ดิฉันก็อดนึกถึงไปตอนเด็กๆ ไม่ได้

จำได้ดีเลยว่ามีครั้งหนึ่งในระหว่างที่ดิฉันกำลังนั่งร้อยพวงมาลัยมะลิที่เก็บมาจากสวนของคุณยายกับพี่สาวอยู่นั้น ก็มีเครื่องบินบินผ่านมา ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัดในสมัยนั้น จะเห็นเครื่องบินเสียทีก็จะต้องรองานวันเด็กที่ทางพี่ๆ ทหารเขาเอามาแสดงตามงาน หรือก็ต้องเข้ามากรุงเทพฯ พอผ่านสนามบินดอนเมืองทีไร เราก็จะตื่นตาตื่นใจกับเครื่องบินลำใหญ่ๆ อย่างมาก เพราะฉะนั้นเมื่อได้เห็นเครื่องบินบินผ่านบ้านที่จังหวัดนครสวรรค์ก็บอกคุณพ่อด้วยความใสซื่อว่า “หนูอยากขึ้นเครื่องบินจังค่ะ” คุณพ่อก็ตอบอย่างมั่นใจและน่าเชื่อถือว่า “หนูอยากขึ้นเครื่องบิน หนูก็ต้องเรียนให้เก่งๆ เดี๋ยวก็สอบชิงทุนได้ แล้วเขาก็ให้ขึ้นเครื่องบินฟรีๆ เองลูก”

จริงๆ แล้ว ต้องสารภาพว่าถึงแม้ว่าเราจะเป็นเด็กในตอนนั้น แต่เราก็โตพอที่จะเดาได้ว่าคุณพ่อหลอกให้ตั้งใจเรียนแหงๆ ด้วยความที่เราพออ่านเกมของอาจารย์สอนจิตวิทยาเด็กอย่างคุณพ่อได้เสมอ และที่สำคัญเราเองก็ไม่เคยรู้เรื่องทุนอะไรทั้งนั้น เลยเข้าใจว่าคุณพ่อแต่งขึ้นมาหลอกๆ แต่ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ลึกๆ เราก็เอาคำพูดอันนั้นของคุณพ่อมาเป็นแรงผลักดันในการตั้งใจเรียน สำหรับดิฉันความรู้สึกตอนนั้นคือถ้าเราตั้งใจเรียนเราจะได้มีอนาคตที่ดีที่เราคงจะสามารถขึ้นเครื่องบินได้โดยไม่ต้องเดือดร้อนคุณพ่อคุณแม่ ผู้ซึ่งก็เป็นเพียงข้าราชการครูสุจริต ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ตอนนั้นไม่เคยคิดเลยว่าคำพูดของคุณพ่อจะเป็นเรื่องจริงแต่ประการใด จนกระทั่งดิฉันสอบได้ทุนรัฐบาลไปเรียนปริญญาตรี-โท-เอก ที่สหรัฐอเมริกาจริงๆ อย่างที่คุณพ่อพูดไว้

ดิฉันคงไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์เดียวที่ทำให้ดิฉันตั้งใจเรียนจนสอบได้ทุนรัฐบาลไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่ดิฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ดิฉันได้ซาบซึ้งถึงบุญคุณของคุณพ่อที่พยายามหล่อหลอมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในทุกๆ สถานการณ์ที่สามารถปลูกฝังเราได้ ถ้าเราลองมาดูให้ดีว่าแค่ประโยคหนึ่งประโยคนั้น คุณพ่อได้แฝงอะไรไว้หลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพยายามให้ลูกฝันให้ไกล นั่นคือ การขึ้นเครื่องบินนั้นเป็นเรื่องที่สามารถเป็นไปได้ หรือจะเป็นการแนะแนวทางที่จะไปให้สู้ฝันได้จริง เช่น บอกให้เราเรียนให้เก่งๆ เพื่อหาทุนไปเรียนและจะได้ขึ้นเครื่องบินฟรี คุณพ่อจะไม่เคยพูดว่ามีอะไรที่เราไม่สามารถทำได้เลยในชีวิต การที่คุณพ่อพยายามพูดให้เรามีความมั่นใจว่าอะไรก็ตามที่เราใฝ่ฝันไว้ เราจะสามารถไปถึงความฝันนั้นได้ ถ้ามุ่งมั่นและตั้งใจ

นอกจากนี้คุณพ่อยังมักจะนำเรื่องราวความยากลำบากของเหล่าเพื่อนของคุณพ่อและตัวคุณพ่อเองมาเล่าให้เราทราบว่าถึงชีวิตที่อาจมีไม่เท่ากับคนอื่น พวกเขาเหล่านั้นก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ซึ่งคุณพ่อก็จะยกย่องพวกเพื่อนๆ เสมอ แต่ไม่เคยเลยที่จะยกย่องเพราะพวกเขาเหล่านั้นในแง่ฐานะเงินทอง แต่คุณพ่อจะยกย่องที่เขามีอาชีพหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า มีครอบครัวที่ดี ดิฉันถือว่าดิฉันโชคดีมากที่เกิดมาเป็นลูกของคุณพ่อ เพราะทุกๆ อย่างที่คุณพ่อพูดคุย คุณพ่อจะแฝงไว้ด้วยทฤษฎีจิตวิทยาโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย ทำให้เราซึมซับบทเรียนที่คุณพ่อสอดแทรกให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เราไม่มีโอกาสต่อต้านได้เลย

แล้ววันหนึ่ง ณ สนามบินดอนเมือง วันที่ดิฉันต้องเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อไปใช้ชีวิตเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล และจะเป็นการขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก คุณพ่อได้เอากระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ดิฉัน ภายในนั้นมีรูปวาดการ์ตูนที่เล่าเรื่องราวถึงวันที่ดิฉันนั่งร้อยพวงมาลัยมะลิและบอกคุณพ่อว่า “หนูอยากขึ้นเครื่องบิน” เมื่อได้เห็นการ์ตูนเหล่านั้นดิฉันบอกได้แค่คำว่าดิฉันคงไม่มีวันนี้ วันที่ดิฉันกำลังจะได้นั่งเครื่องบินฟรีไปเรียนที่ต่างประเทศ ถ้าไม่มีคำตอบอันทรงคุณค่าของคุณพ่อในวันที่เครื่องบินบินผ่านดิฉันไป แม้วันนี้การได้นั่งเครื่องบินเป็นอะไรที่ไม่แปลกใหม่ ไม่น่าตื่นเต้นเพราะด้วยอาชีพ จำเป็นต้องบินไปประชุมและบรรยายเกือบทั่วโลกแล้ว แต่กระดาษแผ่นนั้นก็ถูกเก็บไว้อย่างดี เก็บไว้เตือนใจเสมอว่าเราต้องกล้าที่จะฝันให้ไกลและต้องไปให้ถึง

เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของดิฉัน และเรื่องจริงเรื่องนี้สามารถให้อะไรมากมาย สอนดิฉันให้รู้ว่า อย่าได้กลัวที่จะเป็น “หมาเห่าเครื่องบิน” เพราะถ้าเราเชื่อว่าเราสามารถไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ได้จริง เราจะไม่ย่อท้อกับการศึกษาหาวิธีที่จะไปสู่ฝันอันนั้นให้จงได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง และวันนั้น วันที่เครื่องบินก็จะไม่ไกลเกินเอื้อมก็จะเกิดขึ้นเป็นแน่

ปล. ในโอกาสวันพ่อที่จะมาถึงนี้ดิฉันขอกราบขอบพระคุณคุณพ่อของดิฉันด้วยบทความอันนี้และดิฉันอยากขอให้ลูกๆ ทุกคนได้ระลึกถึงคุณของคุณพ่อคุณแม่ของเราทุกวันนะคะ