นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวในการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ 23 พ.ย.
ถึงปัจจัยเสี่ยงที่ภาคธุรกิจต้องคำนึงถึง 5 ปัจจัย คือ 1. การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี 2.การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก 3.การเปลี่ยนแปลงด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีการรวมกลุ่มใหม่เกิดขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบ 4.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลก เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ 5. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่มีรากฐานนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง
สำหรับ 4 ปัจจัยแรกนั้นเป็นความเสี่ยง ที่มีการประเมินกันมานานนับปีแล้วว่าแนวโน้มจะเป็นเช่นนี้ และจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อคนทั่วโลก แต่ประเด็นเรื่องทางสังคมและการเมืองนั้น ไม่ค่อยมีใครหยิบยกมาพูดว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงในระยะยาว เพราะอย่างมากแค่นำมาพิจารณาในช่วงสั้นเท่านั้น ซึ่งนายอิสระได้หยิบยกตัวอย่างเอาไว้ค่อนข้างละเอียด แต่สรุปได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาจากความเหลื่อมล้ำของสังคมหลายแห่งในโลกที่เริ่มปรากฏชัด รวมถึงประเทศไทย และมีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรงมากขึ้น
ในแง่เชิงธุรกิจแล้ว เราไม่รู้ว่ามีการประเมินถึงปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งทางสังคมกันอย่างไร ความขัดแย้งระดับไหนจึงจะจัดว่าเป็นความเสี่ยงในเชิงธุรกิจ เพราะความขัดแย้งอันเนื่องมาจากปัจจัยทางสังคมการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก และมีหลากหลายปัจจัยที่เหลือการคาดเดา ซึ่งแตกต่างจากแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่สามารถมีตัวชี้วัดหรือสัญญาณบอกล่วงหน้าได้ว่าในอนาคตอันใกล้จะเกิดอะไรขึ้น บางกรณีก็สามารถประมาณการในระยะยาวได้ด้วย หากมีความรู้ความเชี่ยวชาญมากพอ
หากปัจจัยทางสังคมและการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อจากนี้ไป ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่คนไทยจะมีการปรับตัวหรือรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร ซึ่งคนจำนวนมากที่ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับปัญหาความวุ่นวายเหล่านี้ก็อาจต้องประเมินกันหลายรอบในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่าขาดความเชื่อมั่น แต่นั่นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากภาคเอกชนหรือลดการค้าการลงทุนลง
หากภาคธุรกิจหรือนักลงทุนพากันขาดความเชื่อมั่น ต่อสถานการณ์สังคมและการเมืองไทยจริง ก็อาจจะถือว่าเป็นคราววิกฤติของประเทศอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมานั้น ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองรุนแรงขนาดไหน แต่เมื่อประเมินว่าจะสิ้นสุดลงในช่วงเวลาอันสั้น ก็ยังมีความเชื่อมั่นต่อสังคมการเมืองไทย แต่ความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานมาหลายปี จนบางคนบอกว่า"ไม่เคยเจอมาก่อน"อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะยาวได้ คำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้คือคนไทยจะทำอย่างไร หากเกิดความเสี่ยงประเภทนี้ขึ้นมาในปัจจุบัน
เราเห็นว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ และแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน ดังนั้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นความเสี่ยงสำหรับสังคมไทยไปแล้ว อย่างน้อยก็ในระยะกลาง 5-10 ปี และที่ผ่านมา ก็ได้พยายามหาสูตรในการแก้ปัญหา ทั้งเรื่องการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ปัญหาใหญ่คือเราไม่ได้ปฏิบัติ โดยเฉพาะรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากความเสี่ยงเรื่องนี้กำลังกลายเป็นเรื่องระยะยาว และคนไทยเห็นว่ากำลังส่งผลกระทบกับตัวเองมากขึ้น ทางออกก็คือต้องมีการเริ่มต้นมาช่วยกันคิดว่าถึงเวลาแล้วจะต้องแก้ปัญหา ภาคเอกชนจะมุ่งแต่ทำธุรกิจโดยไม่สนใจเรื่องนี้ไม่ได้อีกต่อไป เราเชื่อว่าหากร่วมกันทุกฝ่ายก็จะประสบผลสำเร็จเหมือนการต่อต้านคอร์รัปชันที่เริ่มต้นจากภาคเอกชนจนกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน







