หลายคนคงเห็นด้วยกับนักวิชาการหลายๆ ท่าน ว่าศาลรัฐธรรมนูญดูจะขยายอำนาจ การตีความของตนเองออกไป
จนครอบจักรวาล ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเนื้อหาในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่เขียนให้อำนาจไว้อย่างกว้างขวาง
บางคนเรียกบทบัญญัติลักษณะนี้ว่า "กลไกป้องกันตัวเองของรัฐธรรมนูญ" ซึ่งจริงๆ แล้วการใช้ช่องทางตามมาตรา 68 นี้ หากจะให้มีความชอบธรรม ต้องใช้โดย "ประชาชน" หรือ "ภาคประชาชน" แต่บ้านเรามีแต่นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจรัฐใช้ จึงทำให้ถูกตั้งคำถามว่าที่สุดแล้วเป็นบทบัญญัติที่นำมาคัดง้างกับความชอบธรรมของเสียงข้างมากกระนั้นหรือ
อย่างกรณีล่าสุด ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในกลุ่มมาตราที่มาของ ส.ว. รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ ในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนักวิชาการบางท่านอธิบายไว้ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ก็การแก้รัฐธรรมนูญต้องขัดกับรัฐธรรมนูญเดิมอยู่แล้ว ฉะนั้นจะให้ศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาเหมือนกรณีพระราชบัญญัติว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้อย่างไร
กลายเป็นการสถาปนาอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ในแผนผังการถ่วงดุลอำนาจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญย่อมเป็นอำนาจของรัฐสภาในนามของตัวแทนปวงชนชาวไทย
อย่างไรก็ดี หากมองอีกแง่หนึ่งก็จะพบช่องโหว่ช่องว่าง ของการตรวจสอบที่จะต้องขบคิดกันต่อไปว่า หากรัฐสภาใช้อำนาจนั้นด้วยกระบวนการมิชอบ จะใช้กลไกที่ไหนตรวจสอบ ซึ่งต้องเป็นการตรวจสอบที่รวดเร็ว เท่าทัน และไม่ถูกไม่ครอบงำโดยอำนาจฝ่ายบริหารซึ่งเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภาอีกทีด้วย
เพราะหลักการยึดมั่นกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งอาจเทียบได้กับ due process of law ย่อมมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหลักนิติธรรม หรือ rule of law
ดังเช่นกรณีของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฯ ข้อเท็จจริงน่าจะชัดเจนเป็นที่ยอมรับกันว่า กระบวนการแก้ไขที่กระทำมา มีปัญหามิชอบด้วยกฎหมายหลายประการ ทั้งการลงคะแนนที่มีการเสียบบัตรแสดงตนแทนกัน การลิดรอนสิทธิการแปรญัตติ การสอดไส้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาแตกต่างในสาระสำคัญกับร่างที่เสนอครั้งแรก
หากไม่มีมาตรา 68 ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ จะใช้ช่องทางอะไรถ่วงดุลการกระทำมิชอบของเสียงข้างมากดังกล่าวนี้
หากบอกว่าหลักคิดและการตัดสินใจเข้าไปวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผิดหลักการ ผู้ที่ชี้เช่นนั้นก็น่าจะบอกให้ประชาชนมั่นใจด้วยว่า แล้วมีกลไกอะไรในการตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบของเสียงข้างมากที่ไม่ใช่การไปแจ้งความกับตำรวจ หรือไปร้องคณะกรรมการจริยธรรมของสภาซึ่งเป็นดั่งเป็ดง่อย กลายเป็นพิธีกรรมที่ไร้ผลในทางปฏิบัติ
หากมองในภาพกว้าง ประเด็นที่ผมกำลังพูดอยู่นี้ ได้นำมาสู่ปัญหาที่มีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องใหญ่ๆ หลายเรื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา...
บ้านเมืองของเราจะน่าอยู่กว่านี้อีกมาก ถ้าทุกคน ทุกฝ่าย (โดยเฉพาะพวกมีความรู้ทั้งหลาย) จะออกมาช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบการทำงานที่ไม่ถูกไม่ต้องของรัฐบาล และรัฐสภา โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ซึ่งในความหมายนี้ไม่ใช่การทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (เหมือนที่กำลังพยายามบิดเบือนกัน) แต่เป็นการกำกับให้รัฐบาลทำงานไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ซึ่งน่าจะเป็นการรักษา "รัฐบาลจากการเลือกตั้ง" ให้อยู่รอดปลอดภัยจากอำนาจนอกระบบมากกว่า
แต่สิ่งที่เห็นและเห็นอยู่คือ ถ้าอยู่ฝ่ายเชียร์รัฐบาลหรือเกลียดฝ่ายค้าน ก็จะปิดตาข้างหนึ่งตลอด ปล่อยให้รัฐบาลทำนโยบายจำนำข้าวจนฐานะการคลังของชาติใกล้ล่ม ปล่อยให้ทำโครงการรถคันแรกจนไม่มีถนนพอให้รถวิ่ง ฯลฯ
การช่วยกันสร้างกลไกระงับยับยั้งเสียงข้างมากที่ใช้อำนาจนอกลู่นอกทางนี่แหละที่จะดึงการเมืองกลับมาสู่จุดสมดุล ไม่ต้องให้องค์กรใดตีความหรือทำหน้าที่เกินขอบเขตอำนาจของตนอีกต่อไป
การเข้าข้างรัฐบาลที่ตัวเองสนับสนุนแบบตะพึดตะพือ แล้วพูดชุ่ยๆ ว่าให้ประชาชนตัดสินเมื่อครบ 4 ปี จริงๆ คนพูดก็รู้ว่าด้วยระบบกลไกพิกลพิการพิลึกพิลั่นในบ้านเมืองนี้ ผู้มีอำนาจทำได้ทุกอย่าง แม้แต่รับอำนาจศาลโลก แต่ไม่รับอำนาจศาลตัวเอง เสียดินแดนเห็นๆ แต่กลับบอกไม่เสียอะไร






