แม้พรรคประชาธิปัตย์จะพยายามขึงตรึงรัฐบาลไม่ให้ยุบสภาด้วยการยื่นมติไม่ไว้วางใจแต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ยังไม่ยอมรับการยื่นมติไม่ไว้วางใจนี้
จึงกล่าวได้ว่าเกมนี้ยังไม่ได้ขึงพืดรัฐบาลอย่างแท้จริง ดังนั้น การยุบสภาจึงยังเป็นไปได้ และน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในวันนี้ครับ
ที่ผมเสนอให้ยุบสภาก็เพราะว่ารัฐบาลและพรรคการเมืองทั้งหมดได้ทำให้สังคมสูญเสียความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนไปแล้ว แม้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ได้บอกว่า “การทำผิด” (ตามความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญ) ทั้งหลายจะทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลได้รับการ “ลงโทษ” อย่างไร แต่รายละเอียดของคำวินิจฉัยก็ได้กลายเป็นหอกที่ปักเข้าไปในหัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทย ไม่ว่าจะยืนอยู่ในฝ่ายเชียร์รัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ก็ล้วนแล้วแต่มองเห็นได้ชัดว่ากระบวนการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมืองรวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้นมีจุดบกพร่องอย่างมากทีเดียว
เงื่อนไขที่ทำให้เกิดการสูญเสียความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนนี้เริ่มปะทุมาจากการเคลื่อนไหวต่อต้านการ “กินรวบ” ทางอำนาจที่มักอ้างอิงเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรมในด้านอื่นๆ เช่น การใช้อำนาจอย่างถูกต้องตามหลักการและความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้ง
ตัวอย่างที่ชัดเจนมีให้เห็นมากมาย เช่น การกระทำที่มุ่งผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มตนเองหรือเพื่อตัวของคุณทักษิณเพียงคนเดียวดังกรณีการผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมรวมทั้งความพยายามจะแก้ตัวต่างๆ นานาของรัฐบาลและคนในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระดมพี่น้องเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวปกป้องรัฐบาลและพรรคการเมือง ที่ทรยศต่อพี่น้องเสื้อแดงมาแล้ว ด้วยการอ้างเหตุผลว่าต้องการรักษาระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ “หน้าด้าน” ทางการเมืองอย่างยิ่งยวดทีเดียว
กรณีเงินสองล้านล้านบาทที่ฝ่ายรัฐบาลไม่ยอมผูกการใช้เงินนี้เข้ากับกระทรวงการคลังเพื่อให้การใช้เงินเป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ตามที่ควรจะเป็น ก็พรรคเพื่อไทยก็ใช้วิธี “ลักหลับ” เช่นเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งการหลีกเลี่ยงระเบียบกฎเกณฑ์และการตัดตอนการตรวจสอบเช่นนี้ ก็ย่อมเปิดโอกาสให้การจำหน่ายจ่ายแจกเงินให้แก่สมุนบริวารสามารถกระทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น (คนจำนวนหนึ่งในตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจอยู่ในวันนี้ ถูกคนเชียงใหม่ครหามาตลอดด้วยสำนวนทำนองว่า “เล่นไพ่ด้วยเงินคนอื่น” ก็ย่อมสามารถจะใช้เงิน “คนอื่น” ได้อย่างสบายใจต่อไป และยิ่งสบายใจมากขึ้นไปอีกเมื่อสามารถซื้อคนด้วยเงินเงินกู้ที่ตนเองไม่ต้องใช้คืนแต่กลับได้ส่วนแบ่งอย่างง่ายๆ ฮา)
มีอีกหลายเรื่องนะครับ นโยบายการป้องกันน้ำท่วมสามแสนห้าหมื่นล้านก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรแก่ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่เลย หากทำตามโครงการได้จริง ประเทศไทย/สังคมไทย/ระบบนิเวศวิทยาเสียหายแน่นอน มิพักต้องพูดถึงโครงการจำนำข้าว
คนที่มักจะตั้งคำถามว่า “ระบอบทักษิณ” คืออะไร หรือบอกว่าระบอบทักษิณไม่มีจริง ก็ลองดูพฤติกรรมการทำอะไรโดยไม่ฟังเสียงคนอื่นเพื่อดึงผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองโดยแบ่งบางส่วนให้กลุ่มสาวก หรือการอ้างอะไรที่สวยหรูเพื่อประชาชนหรือประเทศชาติแต่ตนเองกลับฉกฉวยเอาผลประโยชน์ หลายท่านคงจำได้ว่าพอคุณทักษิณประกาศว่าจะเปิดสายการบินราคาถูกเพื่อให้ทุกคน "บินได้" คุณบุญคลี่ก็ตั้งสายการบินไทยแอร์เอเชียได้เลยภายในไม่กี่วัน พฤติกรรมรวมหมู่อย่างนี้แหละครับ เขาเรียกว่าระบอบทักษิณ และเมื่อสาวกกลุ่มใดไร้ประโยชน์ก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างไม่แยแส
การสูญเสียความเชื่อมั่นทางการเมืองที่มีต่อพรรคฝ่ายค้านก็เช่นเดียวกันนะครับ ชนักที่ปักหลังในเรื่องการสลายการชุมนุม ก็ทำให้คนเป็นอันมากไม่สามารถที่จะยอมรับนักการเมืองในฝั่งประชาธิปัตย์ให้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยได้ เพราะรัฐบาลจะใช้ความรุนแรงอย่างนี้ต่อประชาชนไม่ได้แม้ว่าประชาชนนั้นกำลังก่อความเดือดร้อนให้แก่สังคมก็ตาม ก็ต้องหาทางออกอื่นๆ ผมจำได้ว่ามหาวิทยาลัยเที่ยงคืนออกแถลงการณ์ก่อนจะเกิดฆาตกรรมหมู่กลางเมืองให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยุบสภา แต่ก็ไม่มีผล (แน่นอนครับ ผมไม่ลืมเหตุการณ์การเจรจาที่ทำท่าจะหาทางออกได้ แต่มีโทรศัพท์จากแดนไกลมาบอกแกนนำเสื้อแดงทำนองว่าหากเป็นอย่างนั้น “เขา” ก็ไม่ได้อะไร จนแกนนำบางคนของกลุ่มเสื้อแดงต้องตัดสินใจเดินลงจากขบวนรถไฟสายทักษิณก่อนจะเกิดความรุนแรงขึ้นไม่นาน แต่คุณอภิสิทธิ์ก็สามารถที่จะยุบสภาได้แม้ว่าการเจรจาจะไม่บรรลุผลหากมีความเป็นรัฐบุรุษเพียงพอ จนถึงวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ทำให้เห็นได้ว่าในอนาคตสังคมไทยจะได้อะไรบ้างจากบทบาทของพรรคการเมืองพรรคนี้)
การสูญเสียความเชื่อมั่นทางการเมืองที่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางในสังคม จะมีผลทำให้การทำงานทางการเมืองดำเนินต่อไปไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างคุมเชิงกันอย่างไม่ลดราวาศอก และที่สำคัญก็คือ การเกิดฝักฝ่ายทางการเมืองที่ต่างก็ตั้งป้อมเผชิญหน้ากันชัดเจนมากขึ้นในพื้นที่สังคมโดยทั่วไป หากนักการเมืองฝ่ายค้านทำอะไร กองหนุนของรัฐบาลก็จะโผล่มาเป่าแตร หากนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลทำอะไร กองหนุนฝ่ายค้านก็จะออกมาเป่านกหวีดทันที
ปัญหาที่น่ากังวลอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ท่ามกลางบรรยากาศที่สังคมสูญเสียความเชื่อมั่น และทั้งสองฝ่ายตั้งป้อมเผชิญหน้ากันเช่นนี้ จะทำให้เกิดกระบวนการ “ดึง” สถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาช่วยเสริมกลุ่มตนเองมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เลย นอกจากนี้ยังมีปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ คือ การที่ศาลรัฐธรรมนูญมิได้สั่งลงโทษการกระทำที่ศาลวินิจฉัยว่าผิดจึงกลายเป็นเสมือนการผลักภาระของแผ่นดินไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทอีกครั้งหนึ่ง เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิกได้รับการถวายขึ้นไปเพื่อทรงวินิจฉัยแล้ว
ด้วยปัญหาทั้งหมดนี้ ผมจึงเสนอว่า “รัฐบาลยุบสภาเสียเถอะ” ให้อำนาจตัดสินใจกลับไปสู่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย นโยบายหรือร่างพระราชบัญญัติต่างๆ ที่เป็นปัญหาก็นำกลับไปใส่ไว้ในนโยบายพรรคตอนหาเสียงให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน หากพรรคประชาธิปัตย์ต้องการล้มล้าง “ระบอบทักษิณ” ก็ให้เป็นนโยบายพรรคไปเลยครับ
ยุบสภาในช่วงนี้จะดีกว่าการดันทุรังไปจนกระทั่งความขัดแย้งในสังคมสูงมากขึ้นกว่านี้ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้ากลายเป็นการเลือกตั้งที่นองเลือดอย่างที่ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ไทย
ยุบสภาเถอะครับ เพื่อสังคมไทยจะได้ไม่ต้องฆ่ากันอีก และอาจจะมีโอกาสเดินหน้าหลุดพ้นจากบ่วงความขัดแย้งนี้ไปได้ไม่มากก็น้อย เพราะอย่างน้อยที่สุดรัฐบาลและรัฐสภาชุดใหม่ก็จะมีความชอบธรรมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อย่างแน่นอน






