วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาของการใช้อำนาจ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คดีแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่ว่าด้วยที่มาของวุฒิสภา ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68

กำลังทำให้เกิดความขัดแย้งในการตีความ คำวินิจฉัยและกำลังสร้างความกังวลมากขึ้น ว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่วิกฤติด้านการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ทั้งจากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย แต่หากมองลึกลงไปของการวินิจฉัยในครั้งนี้ คือ ปัญหาของการใช้ "อำนาจ" ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยนั่นเอง ซึ่งเป็นปัญหามาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ที่บอกว่าเป็นปัญหาของการใช้ "อำนาจ" เพราะว่าฝ่ายที่ค้านคำวินิจฉัย ก็หยิบประเด็นการใช้ "อำนาจ" ของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นข้ออ้างในการแถลง "ไม่รับคำวินิจฉัย" ตั้งแต่ก่อนที่จะอ่านคำวินิจฉัยเสียอีก นั่นแสดงให้เห็นว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็มีความสงสัยต่อการใช้ "อำนาจ" ของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญยืนยันในคำวินิจฉัยว่ามีอำนาจในการพิจารณาคำร้อง แต่อย่างไรก็ตาม การชี้ขาดว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหรือไม่นั้น ก็ไม่มีองค์กรใดกระทำได้ เพราะถือว่าการวินิจฉัยถือเป็นที่สิ้นสุด

หากพิจารณาจากความเห็นของฝ่ายที่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ก็สะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่า "ลึกๆ แล้ว" ก็คือ วิกฤติการใช้ "อำนาจ" ของตัวแทนในระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง ซึ่งหากดูการวินิจฉัยในประเด็นกระบวนการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่ามีการเสนอร่างแก้ไขที่ผิดข้อบังคับ และมีพฤติกรรมลงคะแนนเสียงแทนกันของเสียงข้างมากในสภา ซึ่งหมายความว่าขั้นตอนการเสนอร่างแก้ไขนั้นมีปัญหามาตั้งแต่ต้น และเป็นปัญหาจากการใช้ "อำนาจ"

การเปลี่ยนแปลงร่างกฎหมายใหม่ หลังจากผ่านการพิจารณาวาระแรกของสภานั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ที่วุฒิสภาคว่ำร่างเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งคนทั่วไปที่เข้าใจกฎระเบียบของสภา ก็จะรู้ว่าเป็นการผิดข้อบังคับที่ไม่อาจดำเนินการได้ แต่ปัญหาก็คือทำไมจึงมีการตีความว่ารัฐสภาสามารถดำเนินการได้ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เป็นกฎระเบียบที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติเหล่านี้น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว คำถามก็คือเกิดอะไรขึ้นในการทำงานของสมาชิกรัฐสภา

แน่นอนว่า ระบอบรัฐสภาที่ใช้เสียงข้างมากในการลงมติในเรื่องใดๆ ที่ต้องผ่านการพิจารณา ซึ่งเป็นหลักการที่ยึดถือกันมานาน ไม่เพียงแต่เป็นประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นที่ยึดหลักการปกครองในลักษณะเดียวกันด้วย แต่การผิดขั้นตอนและผิดกฎระเบียบหลายครั้งของสมาชิกรัฐสภา สะท้อนให้เห็นว่าบรรดาสมาชิกรัฐสภาไม่ได้คำนึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่ยึดถือแต่เรื่องเสียงข้างมาก นั่นคือ ใช้เสียงข้างมากเป็นอำนาจทางการเมือง เพื่อดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงส่วนอื่นที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบอบรัฐสภา

เราเห็นว่า ท่าทีต่อการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ทั้งจากที่ฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ได้ชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยมีปัญหา "ความไม่ชัดเจน" ในเรื่องของการใช้อำนาจค่อนข้างมาก อาจเรียกได้ว่าเกือบทุกส่วนก็ว่าได้ เพราะหากว่าเรามีความชัดเจนแล้ว ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ก็น่าจะมีความเห็นที่ไปในทางเดียวกัน ซึ่งการไม่ชัดเจนดังกล่าวถือว่าเป็นอันตรายอย่างมากต่อระบอบประชาธิปไตยไทย เพราะความไม่ชัดเจนนี้เอง อาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด โดยเข้าใจว่าตัวเองมีอำนาจ และการใช้อำนาจที่ผิด ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤติการเมืองในช่วงที่ผ่านมา