สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน สืบเนื่องจากกรณีที่มีการต่อต้านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ผู้เขียนขอนำคดีที่เกี่ยวกับ
การทุจริตคอร์รัปชันที่จะได้รับการนิรโทษกรรมตามร่างกฎหมายดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นความรู้แก่ท่านผู้อ่าน โดยเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาตัดสินว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานครช่วงปี 2547 เนื้อหาของคดีดังกล่าวสรุปได้ดังนี้
คดีดังกล่าวผู้เป็นโจทก์คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ฟ้องนายโภคิน พลกุล (ที่ 1) นายประชา มาลีนนท์ (ที่ 2) นายวัฒนา เมืองสุข (ที่ 3) พลตำรวจตรีอธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ (ที่ 4) บริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอย เอจี แอนด์ โค เคจี หรือบริษัท จีดี ยูโรเปียน แลนด์ ซิสเต็ม-สไตเออร์ จำกัด (ที่ 5) และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน (ที่ 6) เป็นจำเลย ฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
ปปช. ฟ้องว่าระหว่างปลายปี 2545 ถึงต้นปี 2549 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ได้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อยานพาหนะดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 5 ให้มีการจัดซื้อสินค้าด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับของทางราชการและขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ขั้นตอนริเริ่มโครงการ การเสนอโครงการ และการอนุมัติโครงการด้วยการทำข้อตกลงของความเข้าใจ (A.O.U.) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรียที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องด้านกฎหมายจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและมีการกำหนดสเปคของสินค้า วิธีการจัดหาและราคาไว้ล่วงหน้าโดยทุจริต
ในส่วนของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตนั้น ปปช. ฟ้องว่านายโภคิน พลกุล ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในช่วงที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ลงนามใน A.O.U. ที่มีการทุจริตดังกล่าว นายประชา มาลีนนท์ จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกรุงเทพมหานครเป็นผู้ผลักดันโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ นายวัฒนา เมืองสุข จำเลยที่ 3 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการทำการค้าต่างตอบแทน พลตำรวจตรีอธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ จำเลยที่ 4 เป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานครเป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการโครงการจัดซื้อรถดับเพลิง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน จำเลยที่ 6 เป็นผู้อนุมัติการจ่ายเงิน (L/C) ให้แก่บริษัทจำเลยที่ 5 ตามสัญญา และจำเลยที่ 5 ร่วมกันกับจำเลยอื่น ๆ กระทำความผิดดังกล่าว
ศาลพิพากษาว่า นายประชา มาลีนนท์ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 13 ประกอบมาตรา 12 และพลตำรวจตรีอธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 10 ปี โดยยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 เนื่องจากจำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบอำนาจหน้าที่ของตน มิได้มีส่วนในการทุจริตแต่อย่างใด
กล่าวโดยสรุป ผู้ที่ศาลตัดสินว่ามีความผิดในคดีนี้มีเพียง 2 ราย คือผู้ริเริ่มโครงการและผู้ผลักดันโครงการให้เกิดการอนุมัติ พฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลทั้งสองมีความผิด เนื่องจากโครงการจัดซื้อภายใต้ A.O.U. ดังกล่าวไม่มีการประกวดราคาอย่างโปร่งใส เป็นเหตุให้มีการจัดซื้อในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง และไม่มีการดำเนินการภายใต้หลักการของการทำการค้าต่างตอบแทนกับรัฐบาลออสเตรียอย่างแท้จริง กล่าวคือ ในการทำ A.O.U. นั้น มีการตกลงว่า รัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรียจะต้องมีการค้าต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน เมื่อประเทศไทยซื้อสินค้าจากออสเตรียแล้ว ออสเตรียก็จะซื้อสินค้าไทยตอบแทนในมูลค่าของสินค้าที่เท่ากันด้วย แต่ท้ายที่สุดกลับไม่เป็นไปตามหลักการดังกล่าว กลับมีการดำเนินการให้บริษัท CPM ส่งออกสินค้าที่ส่งออกตามปกติอยู่แล้วมาตัดยอดตามสัญญา โดยมิได้การเพิ่มยอดการส่งออกหรือหาตลาดใหม่สำหรับสินค้าที่ต้องการส่งเสริมให้มีการส่งออกระบายไปต่างประเทศแต่ประการใด จึงไม่เป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทำให้มีการซื้อสินค้า (รถดับเพลิง) ในราคาแพงกว่าปกติ แต่ไทยกลับไม่ได้ประโยชน์จากออสเตรียตอบแทนแต่อย่างใด
คดีรถดับเพลิงนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในต่างประเทศ และมีข่าวว่าผลคำพิพากษาในคดีนี้จะถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานหนึ่งในกระบวนการอนุญาโตตุลาการด้วย ซึ่งผู้เขียนจะนำประเด็นนี้มาวิพากษ์ในฉบับต่อไป พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ
*********************************************
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่






