สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา ผ่อนคลายความตึงเครียดลง หลังจากที่ศาลโลกอ่านคำพิพากษา
เรื่องการตีความvicinity หรือพื้นที่บริเวณปราสาท ไปเมื่อวันที่11 พ.ย.ที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังเป็นประเด็นถกเถียงกันในฝั่งของไทยอยู่จนถึงขณะนี้ ว่า promontory หรือ ยอดเขา,ชะง่อนผา ที่ศาลโลกตีความให้เป็นของกัมพูชา รวมกับตัวปราสาท ด้วยนั้น จะกินพื้นที่มากน้อยเท่าใด
ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้มีการกล่าวถึงกันมาก คือ คำแนะนำของศาลโลก ที่ให้ฝ่ายไทยและกัมพูชา ไปหารือกันในแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารร่วมกันในฐานะที่เป็น มรดกโลก ซึ่งหมายถึงว่า ศาลเห็นด้วยที่จะให้ฝ่ายไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ จากเดิมที่ฝ่ายกัมพูชา ตั้งท่าที่จะเป็นผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียว
เรื่องนี้ว่ากันตามหลักแล้ว เราควรที่จะหยิบเรื่องที่เป็นประโยชน์มาคุยก่อนเรื่องที่จะเสียประโยชน์ เพราะหากการเจรจาได้ข้อยุติในทางที่ดี การกำหนดพื้นที่บริเวณปราสาท ให้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ ก็น่าจะทำได้ง่ายขึ้น เพราะถึงอย่างไรแล้ว สิ่งที่ไทยต้องเสียพื้นที่ไปก็เพื่อให้เป็นมรดกโลก ที่มีการบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดบรรยากาศการท่องเที่ยว และการดำเนินวิถีชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากที่ตกอยู่ในความหวาดผวา เรื่องการตรึงกองกำลังทางทหาร เพื่อรักษาขอบเขตพื้นที่พิพาทกันมานาน
อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย ที่เขม็งเกลียวขึ้นทุกวัน การตั้งเกมเจรจาเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร อาจจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับเป็นหลัก รวมทั้งการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับคำพิพากษากับประชาชนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อขจัดข่าวลือ และความคิดเห็นที่ก่อให้เกิดความสับสนต่างๆออกไป โดยเฉพาะประเด็นที่มีการเชื่อมโยงไปถึงเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทยและกัมพูชา ที่มีผลประโยชน์เรื่องของปิโตรเลียมซ่อนอยู่ เพราะหากสังคมยังมีความเคลือบแคลง สงสัย การเจรจาเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นในลำดับต่อไปอาจจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมือง มากกว่ากรณีปราสาทเขาพระวิหารเสียอีก
ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาสู้กันในเกมนอกสภา คราวนี้ส่งผลสะเทือนกันไปทั้งประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงข้อตกลงสำคัญที่รัฐบาลจะไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง กัมพูชา หรือพม่า
เพราะหากไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ มาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองแล้วละก็ หลายข้อตกลงที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต คงจะไม่ได้ข้อยุติลงโดยง่าย






