วันก่อนเห็นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2556
ขาดทุนอยู่ไม่น้อยถึง 6,300 ล้านบาท เทียบกับช่วง 9 เดือนของปี 2555 กลับมีกำไรถึง 5,600 ล้านบาท เหตุผลง่ายๆ ที่พูดถึงการขาดทุน เป็นเพราะการแข่งขันของธุรกิจการบินมีสูง ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ผสมกับเงินบาทที่ผันผวนช่วงที่ผ่านมา เหตุผลที่ถูกกล่าวอ้างก็น่าจะฟังขึ้น เพราะว่าสภาพเป็นอย่างนั้นจริงๆ ธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ผลการดำเนินการไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
แต่ที่ประหลาดไปกว่านี้ ท่ามกลางที่ภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างย่ำแย่ ผลการดำเนินงานก็ไม่ดี แต่มีจำนวนผู้บริหารการบินไทยบางส่วนคิดได้อย่างไร? กลับมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายบริษัท (อีเอ็มเอ็ม) ขอให้พิจารณาขึ้นค่ายานพาหนะให้กับ "ผู้บริหาร" จากค่ายานพาหนะเดิมที่รับกันอยู่ 7-7.5 หมื่นบาทต่อเดือน ปรับขึ้นเป็น 1.2-1.5 แสนบาทต่อเดือน ว่ากันว่าหวังที่จะนำไปคำนวณในฐานเงินเดือน คิดได้อย่างไร?
วิธีคิดหรือข้อเสนอ ต้องขอบอกว่า ไม่ได้มาจากระดับรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และระดับผู้อำนวยการใหญ่ทุกคน แต่มาจากข้อเสนอของ คนเพียง 2-3 คน เท่านั้น ได้รับการยืนยันว่าเคยมีการหารือจริง แต่ไม่มีมติหรือข้อตกลงใดๆ เกิดขึ้น
มีผู้บริหารท่านหนึ่งบอกว่า "เรื่องนี้แค่ได้ยินก็รู้สึกตลกแล้ว" ทีพนักงานระดับล่างอีกร่วม 2 หมื่นคนบอกให้ประหยัด ตัดโน่น ตัดนี่ ให้เหตุผลสารพัด ยังถูกเรียกร้องให้ประหยัดในทุกๆ ด้าน แล้วกลุ่มคนเหล่านี้ กลับเสนอเพิ่มค่ายานพาหนะ
ไม่แปลก ที่พนักงานและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ถึงขั้น "ปรี๊ดแตก" ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
ว่ากันว่า งานนี้ สรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย ถึงกับ "กุมขมับ" ตกอยู่ในสภาพถูกผู้บริหารบางส่วนกดดันอยู่ไม่น้อย ถึงขั้นยื่นข้อเสนอขอให้พิจารณาปรับขึ้นค่ายานพาหนะผู้บริหาร กดดันทำนอง หากไม่ทำอะไรให้กับ "ระดับวีพี" พวกเขาเหล่านั้นจะไม่มีกำลังใจทำงานให้กับดีดี ฟังแล้วเหมือนจะลอยแพดีดียังไงชอบกล
เชื่อว่า ข้อเสนอเหล่านี้ ย่อมมีนัยสำคัญต่อ สรจักร ไม่น้อยทีเดียว กับการที่จะนั่งอยู่บนเก้าอี้ดีดีการบินไทย อาจจะเป็นเสมือนเงื่อนไขหนึ่งในการบริหารงาน รวมไปถึง "ความร่วมมือ" ที่จะเกิดขึ้น ใช่หรือไม่?
แรงกดดันของคนบางกลุ่ม ที่จะให้ทำอะไรสักอย่างให้กับ "ระดับวีพี" ของ การบินไทย ไม่น่าจะเกิดขึ้นหรือเป็นข้อเรียกร้องท่ามกลางที่การบินไทยตกอยู่ในสภาพนี้ แต่ทว่าหากเป็นการเรียกร้องจากพนักงานระดับล่าง เพื่อขอค่าตอบแทนท่ามกลางที่ข้าวของแพงหูฉี่ ยังน่าคิดเสียกว่า
อย่างกรณีที่เกิดความเหลื่อมล้ำฐานเงินเดือนพนักงานที่ยังไม่ถึง 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ตรงนี้ต่างหากที่องค์กรหรือฝ่ายบริหารน่าจะหยิบขึ้นมา "ช่วยเหลือ"
ความเหลื่อมล้ำของพนักงานที่เข้ามาทำงานเมื่อปี 2548 แต่ต้องรับภาระการจ่ายภาษีเอง ตรงนี้น่าจะมีพนักงานอยู่ ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 คน จากจำนวนพนักงานที่มีอยู่ประมาณ 25,000 คน ตรงนี้คณะกรรมการการบินไทย ก็เพิ่งจะอนุมัติให้ไปเมื่อไม่นานมานี้ เรียกว่าคาราคาซังมาไม่ต่ำกว่า 8 ปี นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ฝ่ายบริหารน่าจะให้ความสำคัญกับพนักงานผู้น้อยมากกว่า "ตัวเอง"
ที่พูดมา ไม่ได้หมายความว่าจะไป อิจฉาหรือริษยา ใครๆ ทั้งสิ้น แต่ที่เห็นตัวเลขค่ายานพาหนะที่รับกันอยู่ ยังไม่รวมเงินเดือนที่แต่ละท่านรับอยู่ เชื่อว่า "ไม่น้อย" ทีเดียว
ที่สำคัญ...ไม่ต้องการเห็นผู้คนใน การบินไทย ออกมาเรียกร้องเคลื่อนไหวก่อม็อบอีก วันนี้ม็อบก็มีเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่แล้ว






