วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'แบ่งขั้ว-เลือกข้าง' สมบูรณ์แบบ

การชุมนุมของประชาชนต่อต้านรัฐบาล ในเวทีราชดำเนินขณะนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการชุมนุมที่จัดขึ้น โดยพรรคประชาธิปัตย์

แม้ว่าแกนนำบนเวทีในขณะนี้ ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว และประกาศว่าเป็นเวทีของประชาชนทุกกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาล ซึ่งการจัดเวทีการชุมนุมของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ สะท้อนภาพการเมืองนับจากนี้ไปจะมีความชัดเจนอย่างยิ่ง ว่าการเมืองนั้นได้แบ่งเป็นสองขั้วไปโดยปริยาย โดยเป็นการแบ่งขั้วระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย

หากวิเคราะห์จากผลการเลือกตั้ง และระบายสีพื้นที่ของผู้ชนะการเลือกตั้งในปีที่ผ่านมา ก็จะปรากฏให้เห็นชัดว่าหากใช้สีฟ้าแทนพรรคประชาธิปัตย์ เราจะเห็นว่าพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์นั้นตั้งแต่ภาคใต้ขึ้นมาจนถึงพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่หากแทนพรรคเพื่อไทยด้วยสีแดง จะเห็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเป็นหลัก ส่วนพื้นที่ภาคกลางนั้นผสมกันไประหว่างพรรคเล็กและไม่มีพื้นที่ของพรรคใดชนะเด็ดขาดเหมือนภาคเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคใต้

เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งของสหรัฐ ซึ่งมีการรายงานทางสื่อต่างๆ ด้วยการระบายพื้นที่สี ก็จะเห็นว่าไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ การเมืองเป็นเรื่องของสองพรรคการเมืองใหญ่ ดังนั้นผลการเลือกตั้งที่ออกมาจากการระบายสีก็จะเห็นเป็นพื้นที่สองสีชัดเจน โดยพรรคเดโมแครต ถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงิน และพรรครีพับลิกัน ถูกแทนที่ด้วยสีแดง ซึ่งนโยบายของสองพรรคการเมืองนั้นมีความแตกต่างกันหลายด้าน ขึ้นอยู่กับกลุ่มประชาชนที่เป็นฐานเสียง ยกเว้นเรื่องเดียวที่ตรงกันคือระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมและความมั่นคง

การชุมนุมของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ ใช้ตรรกะเช่นเดียวกับคนเสื้อแดง ที่ชุมนุมกลางเมืองเมื่อปี 2553 ซึ่งปรากฏว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ขึ้นเวทีปราศรัย และบางคนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือกลุ่มคนเสื้อแดง แต่คนก็รู้โดยปริยายว่าไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น นับจากนี้ไปการเมืองไทยจะปรากฏให้เห็นการแบ่งขั้วและเลือกข้างอย่างชัดแจ้ง ซึ่งปัญหาจากนี้ไปก็คือทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดการชุมนุมนอกสภา หากพรรคใดพรรคหนึ่งเข้ามาเป็นรัฐบาลต่อไปในอนาคต

เมื่อการเมืองแบ่งออกเป็นสองขั้วชัดเจนอย่างนี้ การเมืองไทยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้จะซ้ำรอยการเมืองของสหรัฐ ที่มีเสียงวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องแบ่งขั้วแบ่งข้างและคนจำนวนมากเกิดความเบื่อหน่ายการทะเลาะของนักการเมืองในทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องเล็กน้อย คนต่างพรรคก็เห็นต่างกัน ทั้งๆ ที่หากพิจารณาจากนโยบายของแต่ละพรรคแล้ว แทบไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เพราะทุกพรรคก็สนับสนุนระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน อีกทั้งก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะมีนโยบายที่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่กลุ่มที่สนับสนุนพรรคมีความแตกต่างกัน

เราเห็นว่า นับจากนี้ไปคนไทยต้องเตรียมพร้อมกับสภาพการเมืองที่แบ่งขั้วแบ่งข้างเช่นนี้ และจะเผชิญกับการชุมนุมเรียกร้องเป็นระยะเพื่อต่อต้านรัฐบาล ดังนั้น สิ่งที่ท้าทายของสังคมไทยนับจากนี้ไป คือ เราจะมีกติกาการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาอย่างไร ซึ่งหากยังไม่สามารถตกลงกันได้ เราเชื่อว่า การเมืองไทยจะเป็นตัวถ่วงการพัฒนาสังคมในแทบทุกด้านของประเทศ เพราะการแบ่งขั้วแบบสุดขั้วเช่นนี้ เป็นไปได้ยากมากสำหรับรัฐบาลทุกรัฐบาล ที่จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น