วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยึดประโยชน์ประเทศชาติ และส่วนรวมเป็นสำคัญ

ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองของไทยยังไม่สงบ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในโลก ก็ยังไม่มั่นคงเช่นกัน

และรอเวลาของการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน สภาพการณ์ดังกล่าวเห็นได้จากการที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ได้ขึ้นแสดงความเห็นต่อวุฒิสภาสหรัฐ เนื้อหาระบุว่าอัตราว่างงานของสหรัฐ ที่ระดับ 7.3% ยังถือว่าสูงเกินไป พร้อมย้ำว่าอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำมากและไม่คุกคามสภาพเศรษฐกิจ หากท้ายที่สุดเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ก็จะเปิดโอกาสให้เฟดสามารถลดการผ่อนคลายทางการเงินและลดการพึ่งพาเครื่องมือด้านนโยบายแบบพิเศษอย่างการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงได้

ว่าที่ประธานเฟดตอกย้ำภารกิจของธนาคารกลางสหรัฐ ว่าคือการส่งเสริมสภาพต่างๆ ให้มีการจ้างงานในระดับมากที่สุด ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ รวมถึงดูแลระบบการเงินให้ปลอดภัยและเหมาะสม ซึ่งหากดูประเด็นเงินเฟ้อก็ยังต่ำกว่าระดับ 2% อันเป็นตัวเลขที่เฟดกำหนดไว้ ทำให้จุดสนใจหลักในขณะนี้อยู่ที่ตลาดแรงงาน โดยแม้อัตราว่างงานลดลงจากระดับสูงสุดที่ 10% เหลือ 7.3% ในเดือนตุลาคม แต่ถือว่าสูงเกินไป อันสะท้อนว่าตลาดแรงงานและเศรษฐกิจยังทำได้ไม่เต็มศักยภาพ คำพูดดังกล่าวนับเป็นการส่งสัญญาณว่า ว่าที่ประธานเฟดสนับสนุนการเดินหน้าดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินในปัจจุบันต่อไป จนกว่าเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ จะกลับคืนสู่เส้นทางแห่งการเติบโตที่แข็งแกร่งมากขึ้น

ในส่วนของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก อย่าง ญี่ปุ่น รายงานการเติบโตทางเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 3 ลดลงเหลือ 0.5% จาก 0.9% เมื่อไตรมาส 2 ผลจากการส่งออกและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง ขณะที่ซีกของยุโรปก็ปรากฏว่าเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอย่างเยอรมนี ขยายตัวเพียง 0.3% ช่วงไตรมาส 3 เนื่องจากการส่งออกซบเซา สำหรับเศรษฐกิจฝรั่งเศส ซึ่งมีขนาดรองลงมา หดตัวลงไป 0.1% เพราะการส่งออกลดลงประกอบกับการลงทุนภาคธุรกิจซบเซา

ในช่วงที่เส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้งใน อเมริกา ยุโรป และ เอเชียเอง ยังไม่มั่นคงแข็งแรงนี้ ไทยก็ต้องคอยจับตาดูว่าเหตุการณ์ดังกล่าว มีผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย เพราะว่าชาติยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ล้วนติดต่อทำการค้าขายลงทุนกับไทย ทั้งยังเป็นชาติที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของกระแสทุนในโลกด้วย ประกอบกับในช่วงนี้กระแสการเมืองที่ร้อนแรงของไทย ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้อย่างแน่นอน ถึงขนาดที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเตรียมทบทวนประมาณการตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้งในช่วงเดือนธันวาคมนี้ จากปัจจุบันที่ประมาณการเศรษฐกิจของปีนี้อยู่ที่ 3.7% โดยจะนำปัจจัยทางการเมืองเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าความสงบและมั่นคง เป็นส่วนประกอบสำคัญด้านเสถียรภาพ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ทางการเมืองขึ้นมาแล้ว ทุกฝ่ายก็ควรที่จะหันหน้าเข้าหากัน และหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลงโดยเร็ว โดยยึดประโยชน์ของชาติบ้านเมืองรวมถึงส่วนรวมเป็นหลักสำคัญ เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบด้านต่างๆ มีแต่จะตามมามากขึ้น