"คำตัดสินศาลโลกเมื่อ 2505 นำมาสู่ตีความและพิพากษาใหม่เมื่อ 11 พ.ย.2556 แต่คำตัดสิน 11 พ.ย. เกิดคำถามใหม่
(แต่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่)เมื่อมีคำใหม่ขึ้นมา "Promontory" ไม่ว่าจะเรียกชะง่อนผา หรือ ภู พระวิหาร ถือเป็นคำที่อันตรายทั้งการเมืองในประเทศ และการเมืองระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา นับจากนี้ "
"Promontory'...จำคำนี้ให้ดีจะเป็นวิบากกรรมของสองประเทศและหาก'เจรจา'ไม่ดี... ยิ่งประชาชนระแวงรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะนำมาซึ่งวาทกรรม" เสียดินแดน'อ่อนไหวและอันตรายยิ่ง!
หลังคำตัดสิน ฑูตวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีปราสาทเขาพระวิหาร แถลงสั้นๆ ภายหลังคำพิพากษาว่า ศาลได้ชี้เป็นประเด็นต่างๆ เริ่มจาก ศาลมีอำนาจในการวินิจฉัย ในคำร้องของกัมพูชาในครั้งนี้หรือไม่ ต่อมาศาลได้วินิจฉัยพื้นที่ใกล้เคียงกับตัวปราสาทที่ศาลใช้คำเรียกว่า"ตัวปราสาท"นั้นจะมีเขตจำกัดอย่างไร แต่ไม่ได้มีแผนที่แนบ แต่เบื้องต้นฝ่ายกัมพูชาไม่ได้รับในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร หรืออะไรก็ตาม...กัมพูชาไม่ได้สิ่งที่ได้เรียกร้อง พื้นที่ภูมะเขือฝ่ายกัมพูชา ก็ไม่ได้ ศาลก็ไม่ได้ ชี้ในเรื่องของเขตแดน ศาลไม่ได้ตัดสินในเรื่องของเขตแดน เว้นแต่ พื้นที่แคบๆๆ แคบมากๆๆ ศาลได้พยายามเน้นพื้นที่เล็กอย่างมาก ดังนั้นพื้นที่นี้ยังคำนวณอยู่ และศาลไม่ได้ระบุว่า แผนที่ 1.200,000 เป็นส่วนหนึ่งของคำตัดสินเมื่อปี พ.ศ.2505 ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดที่มีความสำคัญอย่างมาก นอกจากนี้ศาลยังแนะนำให้ ทั้งสองฝ่าย มาหารือร่วมกัน ในการที่จะดูแลตัวปราสาทในฐานะเป็นมรดกโลก ซึ่งศาลแนะนำให้ร่วมมือกัน"
"คำพิพากษา ที่ไม่มีแผนที่แนบ".... บทสรุปจึงอยู่ที่การตีความและเจรจาหลังจากนี้ จึงไม่แปลกที่ผู้นำสองประเทศต่างประกาศ"ชัยชนะ" ดูเหมือนไม่มีผู้พ่ายแพ้ในข้อพิพาทยาวนาน
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงว่า เป็นคำพิพากษาที่ให้ความสำคัญกับการที่ทั้งสองประเทศจะต้องเจรจากัน และมีหลายส่วนที่"เป็นคุณกับประเทศไทย" ส่วน ฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาระบุว่า คำตัดสินของศาลโลกออกมาเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าคำตัดสินสร้างความพอใจให้กับเราทั้ง 100% แต่เราก็มีความสุข "ที่ได้รับในสิ่งที่เรียกร้องเป็นส่วนใหญ่"
อย่างที่บอกเหตุผล ถึงนาทีนี้ไม่สามารถบอกได้ว่า "Promontory" จะกินบริเวณมากน้อยแค่ไหน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการ"เจรจา" ที่ทั้งสองประเทศต้องดำเนินการต่อจากนี้....ซึ่งเป็นจุดอ่อนไหวในภาวะที่รัฐบาล "ขาดความน่าเชื่อถือ" และเพิ่งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ไปเมื่อไม่นาน
ศาลไม่ได้"ขีดเส้นพื้นที่"เพียงชี้แนะ"limits"(สังเขปเขต)ไว้ระดับหนึ่งเท่านั้น ....คำพิพากษา โดยเฉพาะย่อหน้า 98 ( คำพิพากษา http://www.icj-cij.org/docket/files/151/17704.pdf ) จึงเป็นจุดอ่อนไหวของความขัดแย้ง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะ"ไทย" ซึ่งแนวโน้มสุดท้ายแล้วพื้นที่บางส่วนที่"คิดว่า"เป็น"ของเรา"ตั้งแต่ปี 2505...วันหน้า(หลังเจรจา)อาจจะเป็น"ของเขา"ตามคำพิพากษาใหม่
ไม่ว่าจะเป็น 0.3 ตารางกิโลเมตร หรือ 1 ตารางกิโลเมตร ล้วนอาจถูกโยงใยทางการเมืองได้ทั้งสิ้น
ย่อหน้า 98 ศาลพิพากษาไว้ว่า"
.... จากเหตุผลในการพิพากษาเมื่อ พ.ศ.2505 ซึ่งเป็นแนวทางของการดำเนินการตามคำพิพากษาดั้งเดิมนั้น ขอบเขตของชะง่อนผา(Promontory)ปราสาทพระวิหาร ในทางทิศใต้ของเส้นแผนที่ภาคผนวก 1 มีลักษณะพรมแดนธรรมชาติ ในทางทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชะง่อนผาที่ชันมากได้ลดความสูงลงสู่ที่ราบกัมพูชา ในข้อตกลงปี พ.ศ.2505 ของทั้งสองฝ่าย พื้นที่ลาดชันนี้ และดินแดนบริเวณตีนเขา อยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชาในทุกกรณี ในทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ พื้นที่แม้ไม่ถึงกับชัน แต่ก็ยังถือว่าสูง ได้เอียงลาดลงสู่หุบเขาที่แบ่งแยกพระวิหารออกจากเนินเขาที่อยู่ติดกันที่ชื่อภูมะเขือ หุบเขาที่ตัวของมันเองเอียงลาดลงไปทางใต้ ลงสู่ที่ราบกัมพูชา (ดูในย่อหน้าที่ 89) จากเหตุ ผลที่ได้ให้ไปแล้ว ( ดูย่อหน้า 92-97 ) ศาลพิจารณาว่า ภูมะเขืออยู่นอกพื้นที่พิพาทและการตัดสินปี พ.ศ.2505 ก็ไม่ได้พิจารณาว่า มันอยู่ในพื้นที่ของไทย หรือกัมพูชา
ดังนั้นศาลจึงพิจารณาว่าชะง่อนผาของพระวิหารสิ้นสุดที่ตีนเขาภูมะเขือ หรือพูดอีกอย่างก็คือที่ซึ่งพื้นดินเริ่มยกตัวขึ้นจากหุบเขา ในทางเหนือ ขอบเขตของชะง่อนผาคือเส้นในแผนที่ผนวก ที่ 1 จากจุดทางตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาท มาจรดพื้นที่ลาดชันทางตะวันตกเฉียงเหนือที่พื้นดินเริ่มสูงขึ้นจากหุบเขา คือที่ตีนเขาภูมะเขือ ศาลพิจารณาว่าในย่อหน้าที่ 2 ของบทปฏิบัติการของการตัดสินปี พ.ศ.2505 กำหนดให้ไทยถอนกำลังทั้งหมดที่ประจำการในชะง่อนผา ออกไปจากพื้นที่ทั้งหมดของชะง่อนผาตามที่กำหนด กลับไปยังดินแดนของไทย.....
อ่าน ย่อหน้า 98 แล้ว...อันตรายยิ่ง!
รัฐบาลทั้งสองประเทศจะสร้างสันติภาพได้ ต้องเจรจาอย่างมีสติ (อาจจะดีที่ปัจจุบันสองรัฐบาลคุยกันรู้เรื่อง แต่อีกด้านเป็นจุดอ่อนใหญ่ของไทย) ที่สำคัญรัฐบาลไทยต้องทำให้ประชาชน"เชื่อ"ได้ว่าทุกเงื่อนไขที่ตกลงเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และแม้จะแก้ไข มาตรา 190 สัญญาต่างๆ ไม่จำเป็นต้องรายงานสภา แต่กรณีนี้รัฐบาลต้องคิดใหม่"ต้อง"นำมาข้อตกลงมาปรึกษาสภา เพราะมิฉะนั้นวาทกรรม "เสียแผ่นดิน-ขายชาติ" จะตามมา...ขอเตือนไว้ก่อนครับ!






