วันที่ผมนั่งเสวนากับประธาน Google อีริค ชมิดท์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน
บรรยากาศหลังเวทีค่อนข้างเป็นกันเอง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ชอบอะไรที่เป็นพิธีรีตองนัก
เมื่อลูกทีมเชิญให้ไปนั่งอยู่ตรงแถวหน้าของงาน Big Tent 2013 อีริค กลับขอนั่งอยู่ข้างๆ คอยตรวจข่าวสาร และตอบข้อความจากมือถือสองเครื่อง - Nexus 7 ที่เขาอวดให้ผมดูว่าภาพถ่ายชัดแจ๋วขนาดไหน และ BlackBerry รุ่นเก๋า ที่เขายังใช้เป็นอาวุธประจำกาย
ประธานกูเกิลคนนี้ ไม่ได้เป็นคนเครียดเหมือนหน้าตาที่เห็นครั้งแรก เขามีอารมณ์ขันและพูดคุยได้สนุกสนาน แต่พูดตรงไปตรงมา
ผมกระซิบบอกเขาก่อนขึ้นเวทีว่า ผมรอ Google Glass อยู่ เพื่อจะทดลองไปทำข่าวให้คล่องแคล่ว เขาบอกว่า “กำลังแก้ไขทางเทคนิคบางอย่างอยู่ อีกไม่นานเกินรอจะวางตลาดได้...”
อีริคแนะนำประเทศไทยให้เร่งฝีเท้า สร้าง “เครือข่ายเชื่อมโยง” (connectivity) ให้รวดเร็วเพื่อก้าวไปสู่ “ความเป็นผู้นำ” ของอาเซียนเพราะทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์และมาเลเซียนำหน้าไทยอยู่ แต่เขามีความหวังต่อประเทศไทยไม่น้อย เขาบอกว่าตลาดไทยมีอนาคตแจ่มใสและโอกาสการขยายตัวก็มีอยู่
ผมถามเขาว่า สิงคโปร์ มีอะไรที่ไทยไม่มีหรือ? เขาตอบอย่างไม่ลังเลว่า “อินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วและกว้างขวาง, บรรยากาศที่เป็นมิตรต่อนักลงทุนและการบริหารที่มีประสิทธิภาพ”
ไม่ได้แปลว่าไทยเราไม่มี แต่ยังล้าหลังกว่า ทั้งๆ ที่ประกาศเป็นนโยบายว่าจะต้องก้าวไปสู่สถานภาพที่แข่งขันกับใครก็ได้ในอาเซียน
เป้าหมายของไทยควรจะต้องเป็นการให้โทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในประเทศเชื่อมกับอินเทอร์เน็ต
“ไทยควรจะต้องสร้างคนด้าน software ต้องขยายความสามารถของธุรกิจแรกเริ่ม (start-ups) อย่างคึกคักและสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (entrepreneurs) อย่างกว้างขวาง”
ไม่มีอะไรที่นักบริหารยุคดิจิทัลคนดังคนนี้เสนอแนะ ที่คนไทยไม่รู้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำให้ไทยก้าวกระโดดไปสู่ความเป็นผู้นำด้านนี้ของภูมิภาคนี้
แต่เรายังไปไม่ได้เร็วเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะช่องว่าง ระหว่างฝ่ายนโยบายของรัฐกับผู้ประกอบการเอกชน หรือระหว่างนักการเมืองวิสัยทัศน์คับแคบ กับคนรุ่นใหม่ของไทยในภาคเอกชนที่ก้าวล้ำหน้าไปมากกว่ามากมาย
อีริค เสนอให้ไทยก้าวสู่การ “ปฏิวัติด้านมือถือ” หรือ mobile revolution ที่จะต้องเร่งรัดสร้างเครือข่าย 3G และ 4G อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
อีกทั้งยังจะต้องปฏิรูปการศึกษา เพื่อสร้างวิศวกรที่สามารถสร้าง software ทันสมัยให้มากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ
พร้อมกับการสร้างคนเขียนซอฟต์แวร์เก่งๆ มากๆ ก็คือ การสร้างทักษะภาษาอังกฤษให้คนไทย ให้เป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะต้องฝึกฝนและสร้างเสริมอย่างต่อเนื่อง
ถามว่า รัฐบาลไทยและเอกชนไทย รู้ถึงความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ไหม? คำตอบก็คือรู้อยู่เต็มอก แต่ปัญหาอยู่ที่การนำเอานโยบายสำคัญๆ อย่างนี้ มาสู่การทำให้เกิดเป็นความจริงในทางปฏิบัติ ซึ่งยังมีปัญหาระบบราชการ ความคับแคบทางความคิดของนักการเมือง และการหาผลประโยชน์อันมิชอบ ที่ทำให้เกิดคอขวดในขั้นตอนต่างๆ จนเราไม่สามารถจะก้าวพ้นอุปสรรคที่ชาติอื่นๆ รอบบ้านเราแก้ได้สำเร็จแล้ว
น้ำเสียงของ Eric Schmidt ต้องการกระตุ้นให้ประเทศไทย ผลักดันตัวเองให้อยู่แนวหน้า เพื่อเป็นแกนนำในยุคดิจิทัลให้ได้
เขาเตือนอย่างเป็นกันเองว่า “Don’t blow it.”
แปลง่ายๆ สั้นๆ ว่า “โอกาสของไทยมาแล้ว อย่าทำเละ...ก็แล้วกัน!”






