ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เห็นแก่บ้านเมืองจริง และต้องการให้สังคมเปลี่ยนผ่านการเมือง แบบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ
หรือทิ้งบาดแผลแห่งความขัดแย้งบาดลึกจนยากเยียวยา พรรคประชาธิปัตย์สมควรถอย และกลับไปทำหน้าที่ของตนเองในสภา เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าของมวลชนฝั่งหนุนกับฝั่งต้านรัฐบาล
เพราะภารกิจการขัดขวางร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ "ฉบับสุดซอย" ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แม้ร่างกฎหมายยังไม่ตายสนิท แต่ควรปล่อยให้พลังประชาชนผู้บริสุทธิ์เขาว่ากันต่อ
พรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรฉวยจังหวะนี้ ปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮือขึ้น เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในวิถีทางที่ไม่ใช่การเข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง หรือกดดันรัฐบาลจนไม่มีทางถอย กระทั่งต้องปลุกมวลชน "คนเสื้อแดง" ผู้สนับสนุนขึ้นมาเผชิญหน้า ทำให้สถานการณ์บานปลายเกินควบคุม
แน่นอนว่าหากพรรคประชาธิปัตย์เดินหน้ากดดันด้วยวิธีการต่างๆ ไปเรื่อยๆ รัฐบาลอาจอยู่ไม่ได้ จะด้วยเหตุผลที่ทหารออกมาเอ็กเซอร์ไซส์ หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีสำคัญ หรือมีม็อบชนม็อบก็ตาม แต่สุดท้ายความเกลียดชังในหัวใจของคนไทยด้วยกันไม่ได้หมดไปด้วย ประชาชนจะยังคงแบ่งเป็น 2 ขั้ว 2 ฝ่าย ทีเอ็งทำข้าพ่าย ถึงทีข้าบ้างต้องเอาให้ตาย...อะไรประมาณนั้น เพราะการเปลี่ยนผ่านมันไม่ใช่กระบวนการที่ทุกคนต้องยอมรับ มันเป็นแค่เกมการเมืองโค่นล้มกัน
เมื่อรัฐบาลแสดงเจตนา "ถอยสุดซอย" แล้ว ก็ควรดึงความขัดแย้งกลับไปในสภาแล้วพูดจากัน ตรวจสอบกันไปตามระบบ จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ลากไส้ทุจริตจำนำข้าวก็ว่ากันไป โดยมีพลังมวลชนที่ตื่นรู้และรู้เช่นเห็นชาติกับพฤติกรรมของรัฐบาลชุดปัจจุบันแล้วเป็นแรงสนับสนุนอยู่ข้างนอก บทจบก็ไปวัดกันที่สนามเลือกตั้ง นั่นคือการเปลี่ยนผ่านที่ถูกต้อง สง่างาม ฝ่ายแพ้ก็จะยอมรับ ไม่พยายามก่อเงื่อนไขกลับมาอีก
มีสุ้มเสียงจากคน ปชป.ว่า ถึงเลือกตั้งวันนี้ก็แพ้อีก ซึ่งก็คงไม่ผิด แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้อีกเพียงแค่ครั้งเดียว หรืออย่างมากไม่เกิน 2 ครั้ง จากที่เคยมีนักรัฐศาสตร์คาดการณ์ว่าผลการเลือกตั้งจะไม่เปลี่ยน (คือพรรคฝ่ายทักษิณจะชนะอย่างท่วมท้น) อีกอย่างน้อย 4-5 ครั้ง หรือ 20 ปี และในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ถ้าสถานภาพของรัฐบาลยังเป็นแบบนี้ ถึงจะชนะกลับมา ก็ไม่น่าจะท่วมท้นแบบเดิม และน่าจะรักษาอำนาจอยู่ได้อีกไม่นาน
กระบวนการให้ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย เปิดเวทีสื่อสารโดยตรงกับคนในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้และดีกว่าพรรคเพื่อไทย คือภารกิจใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มที่ไม่เอารัฐบาลชุดนี้ต้องช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ เพื่อให้ความห่างของคะแนนจากคูหาเลือกตั้งระหว่าง 2 พรรคใหญ่ลดน้อยลงที่สุด แล้วการเมืองก็จะพลิกขั้วของมันไปได้เอง
จะอภิปรายซักฟอกทุจริตจำนำข้าว แล้วหาเสียงสู้ว่า "ชาวนาได้เท่าเก่า แต่ไม่เอาการโกง" อย่างนี้ก็ไม่มีใครว่า และไม่เกิดคำถามเชิงชนชั้นว่า "คนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯล้มรัฐบาล" อีกต่อไป
หากประชาธิปัตย์ยังหลงกับกระแส ระวัง "ม็อบไพร่" จากความหมั่นไส้ของคนเสื้อแดงจะกลับมาล้อมเมือง แล้ววันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีใครรู้
อย่าลืมว่าปรากฏการณ์เสื้อแดงที่แผ่กว้างและขยายวงไปทั่วประเทศเมื่อหลายปีก่อน เหตุผลที่มีน้ำหนักไม่น้อยคือ "หมั่นไส้เสื้อเหลือง" เพราะทำอะไรไม่เคยผิด รัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งมาไม่มีสิทธิ์แม้เข้าทำเนียบรัฐบาล ฯลฯ
วันนี้หลายคน หลายกลุ่ม ตื่นรู้แล้ว อย่าให้อารมณ์หมั่นไส้ย้อนกลับมาทำลายบ้านเมืองอีกเลย...
และผู้ที่เริ่มต้นได้คือประชาธิปัตย์ ควรฉวยจังหวะนี้เร่งปฏิรูปพรรค ทำสัญญาประชาคมกับกลุ่มต่างๆ เพื่อปฏิรูปประเทศไปในทิศทางที่ถูกที่ควร เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับประชาชน ก้าวข้ามความเป็นนักการเมืองที่มองแต่ผลเลือกตั้ง ไปสู่การเป็น "รัฐบุรุษ" หรือ state man กันดีกว่าไหม...
ถ้าทำไม่ได้ ก็นับถอยหลังกันได้เลย!






