บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยกำลังพลิกเกมจากรับมาเป็นรุก ด้วยการระดมคนเสื้อแดงออกมาปกป้องรัฐบาล
โดยอ้างว่าฝ่ายที่ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ กำลังฉวยโอกาสยกระดับการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลของพวกตน
พูดกันแบบตรงๆ สั้นๆ ต้องบอกว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ"กลุ่ม ส.ส.เสื้อแดง"เห็นแก่ตัวอย่างมาก มุ่งแต่จะรักษาอำนาจโดยไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายต่อบ้านเมืองในยามที่สถานการณ์เปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากม็อบอีกฝ่ายยัง"ดึงไม่ลง"
อย่าลืมว่าสถานการณ์ที่ทำให้รัฐบาลถูกต่อต้านจากประชาชน แทบทุกสาขาอาชีพในบ้านเมือง จนกลายเป็น"แฟชั่นการเมือง"ตลอดกว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการกระทำของรัฐบาลเอง นั่นคือการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับ"เหมาเข่ง-สุดซอย"
พฤติกรรมที่คนทั่วไปเขารับไม่ได้ นอกจากเนื้อหาในร่างกฎหมายที่ล้างผิดคดีทุกประเภท รวมทั้งคดีคอร์รัปชัน แถมยังย้อนหลังไปถึงปี 2547 จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะรวมคดีไฟใต้เข้าไปด้วยแล้ว ยังมีเรื่องของการปิดปากฝ่ายค้านไม่ให้อภิปรายอย่างเต็มที่ในสภา ชิงปิดอภิปราย และโหวต 3-4 มาตราในห้วงเวลาแค่ 1 ชั่วโมงเศษเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 1 พ.ย.
ทั้งๆ ที่เป็นกฎหมายสำคัญ ล้างผิดกันอย่างบ้าคลั่งย้อนหลังไปถึง 9 ปี!
นี่คือความเลวร้ายที่ไม่มีใครยอมรับได้ แต่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังทำ คำถามคือในเมื่อทำเองแล้วจะไปโทษใคร?
พอชักจะเข้าตาจนก็ระดมคนออกมาปกป้องรัฐบาล อ้างว่าต้องไม่นิรโทษให้ฆาตกร (ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยผลักดันกฎหมายเอง) และยังพูดจาส่งสัญญาณในท่วงทำนอง"ม็อบชนม็อบ"ให้บ้านเมืองพินาศหนักขึ้นไปอีก (ในขณะที่บรรดาแกนนำพรรคและแกนนำเสื้อแดงพูดบนเวทีว่า การชุมนุมของอีกฝ่ายกระทบความเชื่อมั่น กลายเป็นตรรกะสุดสับสน)
ส่วนข้างฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ที่ตอนนี้กำลัง"ติดลมบน"ก็น่าจะช่วยสำเหนียกสักนิดว่า การที่มีประชาชนจำนวนมากออกมาแสดงพลัง ส่วนใหญ่เขาน่าจะต้องการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ หาใช่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นด้านหลัก ฉะนั้นการยกระดับไปสู่การขับไล่รัฐบาลด้วยการชุมนุมบนท้องถนนมีความชอบธรรมเพียงพอหรือไม่ (โดยเฉพาะหากประชาธิปัตย์จะเป็นผู้นำเสียเอง) เพราะฝ่ายรัฐบาลเขาก็พยายาม"ถอย"พอสมควรแล้ว
บ้านเราไม่มีกลไก"ถอดถอน"รัฐบาลหรือผู้ที่ชนะเลือกตั้งแบบที่บางประเทศมี ซึ่งเรียกว่า"recall"ทำให้การระดมคนออกมาชุมนุมมากๆ ไม่ได้ส่งผลให้รัฐบาลต้องลาออก ยกเว้นมากันเป็นล้านคน แต่ถ้าระดับหมื่นหรือริมๆ แสน ต้องบอกว่ายาก...
เหตุนี้จึงมีความพยายามสร้างเงื่อนไขกันมาทุกยุค ให้เกิดการปะทะนองเลือด หรือมีเสียงปืนดัง เพื่อให้กองทัพขยับออกมาควบคุมสถานการณ์ และสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นในที่สุด ซึ่งวิธีการที่ว่านี้ในทางรัฐศาสตร์เรียก"รัฐประหาร"
เมื่อการรัฐประหารปี 49 ทำบ้านเมืองบอบช้ำอย่างมากมาย และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลด้วยการเดินขบวนบนท้องถนนเป็นเรื่อง"ไม่ง่าย"แกนนำพรรคประชาธิปัตย์จึงควรลดการเอาชนะคะคานทางการเมือง ด้วยการกลับไปสู้ต่อในสภา จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องจำนำข้าว หรือทุจริตประพฤติมิชอบก็เชิญตามสบาย
จากนั้นจะนัดมวลชน"แอคเซอร์ไซส์"กันเป็นระยะก็ไม่มีใครว่า แต่อย่าทำในลักษณะกระเหี้ยนกระหือรือ ปลุกอารมณ์มวลชนโดยไม่สนความสูญเสียเหมือนที่เคยทำๆ กันมา
ช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาลอีกไม่ถึง 2 ปี หากไม่โดนสอยโดยศาลไปเสียก่อน ก็ถือเป็นห้วงเวลาของการให้ข้อมูลและทำความเข้าใจกับสังคม เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นไปตามครรลองของ"การเลือกตั้ง"ซึ่งทุกฝ่ายจำต้องยอมรับ ดีกว่าปลุกม็อบไล่กันไปไล่กันมา และสะสมความเกลียดชังจนจะฆ่ากันได้เหมือนทุกวันนี้!






