ปรากฏการณ์ รวมพลังต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมคนโกง ของสังคมไทยวันนี้ ได้สร้างความตื่นตัว
ในบทบาทของ “ทุกความเห็นมีความหมาย” ซึ่งจะไม่ยุติเพียงเฉพาะประเด็น “กฎหมายเหมาเข่ง” เท่านั้น
ผมเชื่อว่า นี่คือ จุดเริ่มต้นของความตระหนักร่วมกัน ว่าคนไทยจะต้องลุกขึ้นมาระดมสรรพกำลังเพื่อ “ปฏิรูปประเทศ” ในมิติต่างๆ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง ที่ทำให้ประเทศจมปลักอยู่กับการเผชิญหน้า และ “เลือกข้าง” ภายใต้วาระที่กำหนดโดยนักการเมืองเท่านั้น
วันนี้ คนไทยที่ร่วมมือกันต่อต้านความไม่ชอบมาพากลของ “เผด็จการเสียงข้างมาก” ที่ลากกันไปออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของคนที่มีความผิดเรื่องคอร์รัปชัน ประกาศเป็นจุดยืนร่วมกันว่าเราจะไม่ยอมให้กลไกอัปยศเช่นนี้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองอีก
ประเด็นของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เป็นธรรม และเคารพในสิทธิของประชาชน และไม่ยอมให้มีการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” ของนักการเมืองกันเอง จะทำให้เราเลิกคิดถึงเรื่องของ “สี” หรือ “พวกเขาพวกเรา”
ไม่ว่าเราจะมีความคิดทางการเมืองต่างกันในรายละเอียดอย่างไร หรือเรามีความเชื่อและศรัทธาใครและวิธีคิดอย่างไร แต่การชุมนุมประท้วงและต่อต้านกฎหมาย “เหมาเข่ง” ครั้งนี้ พิสูจน์แล้วว่าคนไทยทุกสีเห็นตรงกันว่าเรื่องการออกกฎหมายช่วยคนโกงกิน และทำลายกระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศจะยอมไม่ได้เป็นอันขาด
คนไทย ถูกประเด็นเรื่อง “ทักษิณ” ตีวงให้ต้องขัดแย้งกันมามากเกินพอแล้ว ถึงเวลาที่จะต้อง “ฝ่าข้าม” ความขัดแย้งเรื่องตัวบุคคลและผลประโยชน์เฉพาะครอบครัว เพื่อก้าวพ้นความเสื่อมถอย และหันมาระดมความคิด และพลังของประชาชน เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสังคมในทุกๆ ด้าน อย่างพร้อมเพรียงกัน
พรรคการเมืองไทย ยังมี “วาระ” ที่คับแคบ เพราะมีเป้าหมายเพียงชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป ปัญหาสำคัญๆ ของบ้านเมืองไม่ได้รับการเหลียวแล และแก้ไข เพราะว่านักเลือกตั้งต้องการจะเอาใจคนลงคะแนนเสียง แต่ไม่มีความกล้าหาญทางการเมืองเพียงพอ ที่จะเป็นแกนนำในการแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศ
ถึงเวลาแล้ว ที่ประชาชนจะเป็นคนกำหนดวาระของชาติให้กับนักการเมือง และไม่ยอมให้นักเลือกตั้ง เป็นคนกำหนดความเป็นไปของประเทศชาติ...อีกต่อไป
การลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนของประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าครั้งนี้ ทำให้ประจักษ์ว่า “มวลมหาประชาชน” มีความตระหนักในภาระหน้าที่ของทุกคนในการปกป้องประเทศ ไม่ให้ใครมาปล้นเอาความเป็นเจ้าของประเทศไปได้
ที่ผ่านมา ใครอ้างว่ามี “เสียงข้างมาก” ในสภา จะทำอะไรก็ได้ทั้งสิ้น โดยลืมไปว่าเจ้าของประเทศที่แท้จริงนั้น เขาไม่ได้กาบัตรเลือกตั้งเพื่อให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจที่จะทำเรื่องผิดให้ถูก หรือให้สามารถออกกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนได้อย่างขาดความละอายต่อบาป และไร้ความสำนึกต่อมโนธรรม
ก้าวต่อไปของคนไทย คือ การร่วมกันกำหนด “วาระแห่งชาติ” ในอันที่จะปฏิรูปกติกาการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เพื่อขจัดสาเหตุแห่งความขัดแย้ง ตั้งเป้าหมายของประเทศทางด้านการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมร่วมกัน ด้วยการระดมความคิด เคารพในความเห็นที่แตกต่าง ไม่หลงใหลได้ปลื้มกับ “ของฟรีราคาแพง” ในรูปประชานิยม ที่ต้องการเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่เคยเคารพในสิทธิอันแท้จริงของประชาชน
ปัญหาใหญ่ของประเทศ ยังรอการระดมสมองของ “มวลชน” เพื่อการแก้ไขอย่างจริงจังไม่ว่าจะเป็นกฎกติกาทางการเมือง การปฏิรูปการศึกษา ความสามารถในการแข่งขัน การฟื้นวัฒนธรรมต่อต้านการคดโกงทุกรูปแบบ การปูพื้นฐานสู่การสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง เพื่อการสร้างชาติสร้างสังคมอย่างเป็นระบบ และการลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมเมืองและชนบทอย่างเป็นรูปธรรม
ภารกิจเหล่านี้ มิอาจจะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมือง นักเลือกตั้ง นักสร้างภาพ และ นักหาเสียง...ได้อีกต่อไป
นี่คือ ภารกิจร่วมของ “มหาชน” คนไทย ที่บัดนี้ได้ลุกขึ้นมาทวงความเป็นเจ้าของประเทศ คืนจากนักการเมืองทุกค่ายทุกกลุ่มก้อน...อย่างชัดเจนแล้ว






