ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจแห่งเอเชียทั้งสองประเทศที่หยุดระงับไปในช่วงเวลาหนึ่ง
เริ่มมีสัญญาณของการปะทุขึ้นอีกครั้ง
ยุทธศาสตร์ Asian Pivot ถูกตั้งคำถามเมื่อไร้ร่องรอยการปรากฏตัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและการประชุมเอเปคครั้งที่ผ่านมา ในขณะที่ประธานาธิบดีจีนถือโอกาสนี้ในการสร้างสัมพันธไมตรีทางการทูตกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม และแสดงจุดยืนของนโยบายต่างประเทศของจีนในแถบนี้อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากกรณีความขัดแย้งในทะเลจีนตะวันออก และกรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะเซนกากุ (หรือเกาะเตียวหยูในภาษาจีน) ได้สงบลงไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง การงัดข้อระหว่างจีนและญี่ปุ่นกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ กองกำลังป้องกันตนเองภายใต้กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ได้เตรียมกำลังเพื่อแสดงสิทธิ์และป้องกันหมู่เกาะดังกล่าวจากการรุกล้ำของจีน อย่างไรก็ตาม ผู้นำแดนมังกรได้ชี้ชัดว่า หากประธานาธิบดีอาเบะทำตามถ้อยแถลงที่ว่าฝูงบินสัญชาติจีนจะถูกโจมตีทันทีหากมีการบินเข้าสู่น่านฟ้าเกาะ เช่นนั้นประธานาธิบดีสีจะแปลความหมายว่าญี่ปุ่นมีการปฏิบัติที่จะนำไปสู่สงครามระหว่างสองประเทศ
เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์ Asian Pivot คือ การสร้างกันชนระหว่างมหาอำนาจเดิมและมหาอำนาจใหม่ในเอเชีย และในขณะเดียวกันเพื่อประกาศจุดยืนของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ภายในประเทศของสหรัฐฯ และปัญหาในตะวันออกกลาง เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เอเชียถูกลดความสำคัญลงไป การกลับมาเผชิญหน้ากันของจีนและญี่ปุ่นระหว่างที่สหรัฐฯ เอาใจออกห่างจากทวีปนี้จึงส่งผลต่อการพัฒนาและความสถานภาพและมั่นคงของประเทศในเอเชีย
การลดบทบาทของสหรัฐฯ พอทำให้ประเทศในเอเชียลดความตึงเครียดลงไปได้บ้าง อย่างน้อยก็ในช่วง 12 เดือนถัดจากนี้ กระนั้นท่าทีของสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงสองประการคือ
1. สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคที่ริเริ่มโดยยุทธศาสตร์ Asian Pivot ของสหรัฐฯ อาจจะไม่ยั่งยืนตลอดไป
2. เท่าที่ผ่านมายุทธศาสตร์ Asian Pivot ไม่ได้ช่วยบรรเทาปัญหาความขัดแย้งหรือกระตุ้นให้เกิดความปรองดองในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในเอเชียนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบที่เหนือไปกว่าประเด็นด้านรัฐภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ
ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่นย่ำแย่ลงเรื่อยๆ นั้น การพึ่งพาทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศกลับเหนียวแน่นขึ้นยิ่งกว่าในอดีตที่ผ่านมา จีนเต็มไปด้วยทรัพยากรแรงงานราคาต่ำหากแต่ขาดทักษะในการพัฒนานวัตกรรมเป็นของตนเอง ในขณะที่ญี่ปุ่นนั้นมีข้อจำกัดทางพื้นที่รวมถึงกำลังประสบปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ที่ยิ่งทำให้แรงงานในตลาดลดลงส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตในประเทศสูงขึ้น ดังนั้น การพึ่งพาเพื่อนบ้านอย่างจีนจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดของญี่ปุ่น หากทั้งสองประเทศสามารถหาจุดร่วมกันทางการทูตและการเมืองได้ เมื่อนั้นทั้งสองประเทศจะสามารถเรียกความสนใจจากประชาคมโลกมาสู่ภูมิภาคนี้ แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นไม่สามารถประสบความสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันได้
หากมองเพียงผิวเผิน ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นเกี่ยวกับสิทธิบนเกาะเซนกากุ (เตียวหยู) เป็นเพียงประเด็นย่อยๆ ของคนกลุ่มน้อยเท่านั้น แต่หากมองลึกลงไปยิ่งกว่านั้น ปัญหาระหว่างจีนและญี่ปุ่นหยั่งรากลึกเกินกว่าจะบรรเทาลงได้ในระยะเวลาอันสั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นลุกลามไปสู่ประเด็นอื่นๆ ที่เหนือกว่าประเด็นด้านชายแดน แต่ยังกระทบถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างสองประเทศ ประเด็นด้านชาตินิยม และประเด็นความแข็งแกร่งทางการทูต
การย่ำยีจากญี่ปุ่นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อล่าอาณานิคมและครอบครองผืนแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ยังไม่จางหายไปจากความทรงจำของชาวจีน แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 70 ปีแล้วก็ตาม หากแต่ผู้นำญี่ปุ่นยังไม่สามารถจะกล่าวขอโทษและแสดงความรับผิดชอบต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามที่ตนเป็นผู้ก่อ ซึ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยต่อท่าทีของญี่ปุ่นในปัจจุบันที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ นอกจากนั้นแล้วจีนยังมองว่านโยบายของสหรัฐฯ ต่อเอเชียนั้น เพื่อยับยั้งการเติบโตแบบก้าวกระโดดของจีน ทั้งสองมุมมองนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจหน้าใหม่ไม่ว่าจะในโลก หรือในภูมิภาคก็ตาม
ในฝั่งตรงกันข้าม ญี่ปุ่นเองก็มีความพยายามจะลบล้างอดีตอันเลวร้ายของตน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สาธารณชนชาวญี่ปุ่นถูกประณามจากประชาคมโลกว่าเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมหมู่ที่รุนแรงที่สุด และพยายามกดดันให้ญี่ปุ่นออกมายอมรับผิดและขอโทษในสิ่งที่ได้กระทำลงไป อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังยืนหยัดในความคิดที่ว่าตนเป็นผู้เปลี่ยนระบบสากล ผลที่ตามมาคือความเป็นชาตินิยมหยั่งรากลึกในจิตใต้สำนึกของคนญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าประเทศอื่นๆ ในโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน) พยายามจะพุ่งเป้าเพื่อโจมตีญี่ปุ่น
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า อิทธิพลของสหรัฐฯ มีบทบาทเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในภูมิภาคนี้ แม้ว่าจะเป็นโอกาสและจังหวะที่เหมาะสมที่จะทำให้พันธมิตรและคู่ค้าสำคัญ หันหน้าเข้าพึ่งพาสหรัฐฯ เพื่อป้องกันตนเองจาก “จักรพรรดิผู้หิวโหยอำนาจ” และ “โชกุนผู้รอทวงบัลลังก์คืน”
อย่างไรก็ตาม จากท่าทีของสหรัฐฯ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่ชัดเจนแล้วว่านโยบาย Asian Pivot จะช่วยสร้างความมั่นคงและสร้างสมดุลในภูมิภาค หากแต่ไม่สามารถสร้างบรรยากาศสันติภาพและความปรองดองที่แท้จริงได้ เอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการรวมกลุ่มกันเพื่ออำนาจต่อรองที่มากยิ่งขึ้นในอนาคต






