วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชีวิตสำเร็จรูป

ถึงแม้ดิฉันยังเชื่อว่าอายุอานามของดิฉันไม่ได้มากมายนัก แต่ดิฉันก็เกิดมาในสมัยวิทยาการและเทคโนโลยีทางอาหารที่ไม่ล้ำสมัยเท่าไรเลย

ดิฉันเกิดมาในสมัยที่เวลาคุณยายจะทำแกงอะไรสักที คุณยายต้องตำน้ำพริกแกงเอง โขลกกระเทียม พริกไทย รากผักชี เครื่องเทศหลากหลายมากมายเข้าด้วยกัน (เสียงตำน้ำพริกของคุณยายเรียกได้ว่า ตำถี่จนทุ่งสะเทือน เลยนะคะ) ถ้าเป็นแกงที่ต้องใช้กะทิ ดิฉันก็ยังได้มีโอกาสที่จะเห็นการใช้กระต่ายขูดมะพร้าว คั้นกะทิผ่านผ้าขาวบาง แล้วแยกหัวกะทิไว้จากหางกะทิ ผักหญ้าที่จะใส่ในแกงหม้อนั้น ก็มักจะมาจากฝีมือลูกหลานที่จะต้องไปเก็บกันตามข้างรั้วหลังบ้านที่ปลูกไว้เอง ไม่ได้ไปหาซื้อมาจากที่ไหน เพราะนอกจากตลาดสดแล้ว สมัยนั้น Supermarket ก็ยังไม่มี เรียกได้ว่ากว่าจะได้รับประทานแกงกันสักหม้อหนึ่ง ลูกๆ หลานๆ ก็ได้เห็นถึงความลำบากลำบนจากกระบวนการทำอันดูแสนยุ่งยากเหลือจะพรรณนาแต่ดิฉันไม่อยากจะคุยนะคะ แกงของคุณยายดิฉันอร่อยไม่แพ้ใครในปฐพี

ท่านผู้อ่านอาจเริ่มสงสัยเป็นแน่ว่าดิฉันจะเปลี่ยนแนวจากเขียนคอลัมน์ Push the Limit มาเป็น Taste of Thai หรือเปล่าแต่ความเป็นจริงแล้วที่ดิฉันเล่ามาจนเชื่อว่าน้ำลายของหลายๆ ท่านเริ่มสอแล้วนั้น ก็เพราะดิฉันมานึกถึงสมัยปัจจุบันนี้ ที่เป็นยุคของแม่บ้านถุงพลาสติก แม่บ้านกล่องโฟม แม่บ้านไมโครเวฟ หรือดิฉันขอเรียกให้ดูเป็นทางการว่า "แม่บ้านสำเร็จรูป" กล่าวคืออยากจะทำแกงอะไรรับประทานที่บ้าน เราสามารถหาซื้อเครื่องแกงสำเร็จรูปได้เลยโดยไม่ต้องอาศัยพึ่งครกพึ่งสากกันอีกต่อไป เรียกได้ว่าครกคงสูญพันธุ์ไปเรียบร้อยแล้ว หรือถ้าบ้านใครใกล้ Supermarket ที่มี Food Court จะตักซื้อใส่ห่อกลับบ้านก็ยังได้ หรือถ้ายังอยากได้ชื่อว่าเป็นพ่อศรีเรือนหรือแม่ศรีเรือนกันอยู่ ก็อาจเลือกซื้อของสดที่เขาจัดขายเป็นแพ็คๆ ทุกอย่างอยู่ครบ เครื่องแกง เนื้อสัตว์ ผัก เครื่องปรุง กลับถึงบ้านตั้งไฟใส่น้ำเป็นเสร็จ หรือจะให้รวดเร็วทันใจไปกว่านั้นก็ยังมีอาหารแบบแช่แข็งที่หิวเมื่อไรใส่เตาไมโครเวฟกันได้ทุกเมื่อ

ไม่น่าเชื่อนะคะว่าแค่เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านไป ความแตกต่างของยุคสมัยมันช่างมากมายนักจนทำให้วิถีชีวิตของเราเปลี่ยนไปอย่างยิ่ง ซึ่งที่จริงแล้วดิฉันเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดีค่ะ การเปลี่ยนเช่นนี้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับพวกเราที่ต้องฝ่าฟันทำมาหากิน เวลาที่มีน้อยอยู่แล้วก็จะได้ไม่ต้องเสียไปกับการโขลกเครื่องแกง ทำกับข้าวกัน แต่ที่ดิฉันเป็นห่วงก็คือวิถีชีวิตเช่นนี้จะทำให้คนสมัยนี้ใช้ชีวิตแบบ “สำเร็จรูป”

ชีวิตสำเร็จรูปที่ดิฉันพูดถึงนี้คืออะไร และทำไมจะไม่ดีหรือคะ ชีวิตสำเร็จรูปเป็นชีวิตที่เกิดมาแล้วเจอทุกอย่างที่พร้อมใช้ พร้อมรับประทาน อย่างเช่น เด็กๆ สมัยนี้จะมีสักกี่คนที่ทราบว่าเครื่องแกงนั้นทำมาจากอะไรบ้าง กี่คนที่เคยไปเก็บชะอมข้างรั้วและรู้จักว่าต้นชะอมมีลักษณะอย่างไร กี่คนที่ทราบว่าการปักชื่อเสื้อนักเรียนเขาทำกันอย่างไร กี่คนที่จะทราบว่าเมื่อก่อนนี้ ถ้าใครอยากใช้โทรศัพท์สักทีต้องไปที่ทำการไปรษณีย์ของแต่ละจังหวัดถึงจะได้คุยกับคู่สายที่ต้องนัดเวลาล่วงหน้าให้ตรงกัน กี่คนที่จะทราบว่าก่อนที่เขาจะสามารถส่งข้อความให้เพื่อนได้ทุกขณะด้วย Line Whatsapp Facebook Twitter นั้น ในสมัยคุณพ่อคุณแม่ของเขายังต้องเขียนจดหมายจีบกันอยู่

วิถีชีวิตที่กลายเป็นความเคยชินของคนสมัยใหม่นี้ มีผลต่อวิธีคิดและการใช้ชีวิตอย่างแน่นอน เพราะ การที่คนได้รับความสะดวกสบาย ได้อะไรมาง่ายๆ อาจส่งผลให้คนสมัยนี้ไม่เห็นคุณค่าต่อสิ่งที่ได้มาในชีวิต หลายคนรู้สึกว่าเขาต้องได้รับเสมอ เขามีสิทธิ์อันพึงมีพึงได้ตลอดเวลา หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Entitlement เจ้าความรู้สึก Entitlement เป็นดาบสองคมที่น่าพึงระวัง คมแรกของดาบนี้เป็นสิ่งที่ดีคือคนที่มีความรู้สึกว่าเขามีสิทธิ์อันพึงมีพึงได้มักจะมีความมั่นใจในตัวเองสูง กล้าซักกล้าถาม เพราะเขาเชื่อว่าเขามีสิทธิ์ที่จะได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับรู้ข่าวสารข้อมูลหรือจะเป็นสิทธิ์อะไรก็ตามที่จะนำพาเขาไปสู่ความสำเร็จในชีวิต

แต่อีกคมของดาบ Entitlement ก็น่ากลัวไม่ใช่ย่อย เพราะคนเหล่านี้อาจเรียกร้องสิทธิ์จนเกินพอดี ถึงแม้ว่าบางครั้งพวกเขาไม่สมควรจะได้สิทธิ์นั้นเลยเขาก็จะเรียกร้องอยู่ดี เช่น ปัจจุบันนักศึกษาหลายคนเข้าใจว่าการที่เขาได้จ่ายค่าเล่าเรียนให้มหาวิทยาลัยนั้นแปลว่ามหาวิทยาลัย "ต้อง" ให้ "การศึกษาสำเร็จรูป" กับเขา และเขาเหล่านี้ก็เข้าใจว่าค่าเล่าเรียนนั้นรวมไปถึงสิทธิ์ในการ "ใช้" อาจารย์ให้คุ้ม ดิฉันมีเพื่อนอาจารย์บางท่านบ่นว่าเจอนักศึกษาส่งข้อความมาตอนดึกดื่นค่ำคืนไม่เป็นอันหลับอันนอน ถ้าไม่ตอบก็อาจจะโดนต่อว่าประจานบน Facebook ให้ชาวบ้านรับรู้และต่อว่าซ้ำสองอีกว่าไม่มีความเป็นครู ไม่เสียสละให้ลูกศิษย์ ดิฉันหวั่นใจเหลือเกินว่าดาบจากความรู้สึก Entitlement ของสังคมสำเร็จรูปในปัจจุบันจะมาฟาดฟันทำลายวัฒนธรรมแห่งความเกรงใจและกตัญญูรู้คุณอันเป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของสังคมไทยอันควรคุณค่าแห่งการรักษาไว้อย่างยิ่ง

ที่น่ากังวลมากไปกว่านั้นก็คือ สังคมแบบชีวิตสำเร็จรูปอาจทำให้สมองของคนสมัยนี้ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในเมื่อทุกอย่างถูกสร้างถูกทำไว้พร้อมให้เขาได้ใช้มันอย่างสะดวกสบาย ความจำเป็นที่จะต้องคิดอะไรใหม่ๆ ของคนสมัยนี้อาจน้อยลงไป การที่ไม่เคยได้สัมผัสกับกระบวนการทำอะไรเลยจะทำให้สมองไม่ได้ถูกกระตุ้นเท่าที่ควร สิ่งเดียวที่สมองต้องทำคือการอ่านคู่มือวิธีการทำที่เขียนไว้ข้างซองหรือเขียนไว้ข้างข้าวของเครื่องใช้ อันที่จริงแล้วการที่คนเราจะคิดดัดแปลงอะไรได้นั้น ในหลักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าย่อมต้องเริ่มต้นมาจากความเข้าใจในกระบวนการพื้นฐานเสียก่อนถึงจะต่อยอดทางกระบวนความคิดได้ แต่ถ้าคนสมัยนี้เกิดมาโดยไม่เคยเห็นกระบวนการพื้นฐานเหล่านั้น มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะให้เขาคิดประยุกต์ต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา และมากไปกว่านั้นคือถ้าขาดความเข้าใจกระบวนการพื้นฐานแล้วเมื่อมีปัญหาก็จะไม่สามารถหาสาเหตุที่จะแก้ได้ตรงจุดอีกด้วย นี่อาจเป็นเหตุผลว่าพวกเราสมัยนี้ไม่ค่อยซ่อมของที่เสีย แต่จะซื้อใหม่ถอดด้ามเลยทีเดียว

ที่สำคัญไปกว่าสิ่งอื่นใด ดิฉันว่าชีวิตสำเร็จรูปยังเป็นชีวิตที่น่ากลัวเหลือเกินเพราะการที่เรามี การที่เราได้ทุกอย่าง มาอย่างง่ายดายและรวดเร็ว เราอาจไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งที่ได้มาเลย การที่บางครั้งเราต้องรอที่จะได้มาเพื่อสิ่งใด สิ่งนั้นจะคงคุณค่ากับเราเสมอ ถึงแม้ว่าหลายท่านอาจคิดว่าชีวิตสำเร็จรูปเป็นชีวิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นชีวิตที่อำนวยให้ได้มาซึ่งความสำเร็จอย่างรวดเร็วทันใจ แต่สำหรับดิฉัน คิดว่าบางครั้งชีวิตสำเร็จรูปที่นำไปสู่เส้นชัยอย่างรวดเร็วนั้น มันเป็นเส้นทางชีวิตที่ไม่น่าพิสมัยนัก เพราะหนทางแห่งการได้มาสู่ชัยชนะนั้นมันช่างจืดชืด ไม่มีสีสันเสียนี่กระไร ดิฉันว่าบางครั้งการที่ได้รับประทานอาหารรสชาติมาตรฐาน อย่างรวดเร็วจากเครื่องแกงสำเร็จรูปนั้นกลับไม่ได้มีคุณค่าเท่ากับการที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำแกงสักหนึ่งหม้อที่เราจะจดจำไปตราบนานเท่านาน

ชีวิตก็เช่นกันที่บางครั้งจุดหมายปลายทางนั้นไม่ได้สำคัญเท่ากับเส้นทางการเดินทางไปหามัน