"แรง-นอกเกม" ทั้งคู่ การเมืองในสภาพจลาจล

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นเชิงเปรียบเทียบต่อสถานการณ์ทางการเมือง
หลังจากที่รัฐสภาอยู่ระหว่างการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ในขณะที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องผู้นำพรรคฝ่ายค้าน โดยนายกิตติรัตน์เปรียบเทียบการเมืองกับเกมกีฬา ว่า "เวลาการเมืองต่อสู้กันก็เหมือนทีมกีฬา 2 ทีมต่อสู้กันในสนาม ถ้าทีมกีฬาหนึ่งเล่นแรงและเล่นนอกกติกา และอีกทีมหนึ่งเอาคืนด้วยการเล่นแรงและนอกกติกา ในสนามกีฬา ก็คงจะเป็นการจลาจล"
นายกิตติรัตน์ อาจจะไม่ได้ชี้ชัดว่าใครเป็นทีมที่เล่นแรง "ก่อน" และ ทีมใด "เอาคืน" ด้วยลักษณะเดียวกัน แต่เขาบอกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลไม่โต้เถียงในประเด็นที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น หรือ การโต้ตอบกันและเอาคืนกัน ดังจะเห็นได้จากบทบาทของนายกิตติรัตน์ในเชิงการเมืองนั้นถือว่ามีน้อยมาก และบอกตัวเองตลอดเวลาว่า "เป็นคนไม่ค่อยเป็นการเมือง" แต่จากคำสัมภาษณ์ก่อนการชุมนุมใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนให้เห็นว่า นายกิตติรัตน์มองการเมืองว่ามีการเล่น "แรง" และ เอาคืนกัน "แรง" เช่นเดียวกัน
หากฟังน้ำเสียงของนายกิตติรัตน์แล้ว ดูเหมือนว่าในขณะนี้ ตัวเขาเองไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองในขณะนี้เลย และทำตัวเหมือนคนที่เฝ้าดูอยู่ข้างสนาม ซึ่งหากดูบทบาทของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และกลุ่มบุคคลที่ถือว่า "ใกล้ชิด" ก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน ประหนึ่งว่าการเมืองฝ่ายรัฐบาลในขณะนี้มีสองฝ่ายอยู่ในกลุ่มเดียวกัน คือ กลุ่มคนที่บริหารงานรัฐบาล กับกลุ่มคนที่บริหารงานการเมือง และความเห็นของนายกิตติรัตน์ต่อสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ก็คือ "แรง-นอกเกม" ทั้งคู่
หากเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าการเมืองในขณะนี้ แทบไม่มีความแตกต่างจากสถานการณ์ก่อนหน้านั้น เพียงแต่ความขัดแย้งไม่ได้ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดนักในช่วง 2 ปีของการบริหารงานของรัฐบาล แต่การเล่นกัน "แรง-นอกเกม" ของทั้งคู่ได้ทำให้สถานการณ์การเมืองกลับแย่ลงไปกว่าเดิม นั่นหมายความว่าในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาลนั้น ไม่สามารถสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ให้กับความแตกแยกในประเทศได้ ซึ่งเท่ากับว่านโยบายที่แถลงต่อสภาของรัฐบาลนั้นล้มเหลว
เราไม่รู้ว่าขณะนี้สภาพ "จลาจล" ของการเมืองนั้น จะสิ้นสุดลงเมื่อไร เพราะว่าขณะนี้ดูเหมือนเป็นการเริ่มต้นของความขัดแย้งรอบใหม่เท่านั้น แต่คำถามก็คือ ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่าระบอบประชาธิปไตยมีกฎกติกาอย่างไร แต่ทำไมจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า "แรง-นอกเกม" หรือเพราะว่าที่จริงแล้วคนไทยก็ไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบอะไรก็ได้ที่สามารถเข้าสู่อำนาจ เนื่องจากในแง่ตรรกะแล้วเป็นสิ่งที่ขัดแย้งในตัวเอง กล่าวคือ ขณะที่พูดกันว่ารักประชาธิปไตย แต่กลับมีสิ่งที่เรียกว่า "นอกเกม"
เราเห็นว่า เหตุการณ์ทางการเมืองหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยสุ่มเสี่ยงอีกครั้งจากความขัดแย้งของผู้คนในสังคม ทั้งๆ ที่หลายอย่างที่เกิดขึ้น นักการเมืองไทยน่าจะจดจำบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต ว่าถึงที่สุดแล้ว ทุกคนก็ยังอยู่ในบรรยากาศแห่งความขัดแย้งต่อไป ไม่ว่าในครั้งนี้สถานการณ์จะสิ้นสุดลงอย่างไร หากนักการเมืองยังนิยมเล่น "นอกเกม" อย่างที่ นายกิตติรัตน์ กล่าวไว้ สภาพการเมืองไทยก็คงไม่ต่างกับสนามกีฬา ที่มีแต่ความวุ่นวายจากสภาพการจลาจล







