ผลการวิจัยเรื่องหนึ่งบ่งบอกว่ามีคนอย่างน้อยหนึ่งในสามคนที่ต้องทำงานอยู่ท่ามกลางการข่มขู่คุกคามในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ตั้งแต่การข่มขู่จากผู้บริหารเพื่อกดดันให้เร่งสร้างผลงานมากขึ้น ไปจนกระทั่งการคุกคามแบบน่ารำคาญใจจากคนร่วมงานที่ไม่ทำอะไรอื่นนอกจากก่อกวนไปวันหนึ่งๆ
ผลการวิจัยอีกงานหนึ่งยังบอกว่าการข่มขู่คุกคามจากผู้บริหารนั้นส่งผลกระทบในทางลบต่อการทำงานเทียบเท่าการคุกคามทางเพศ ในขณะที่มีผู้บริหารจำนวนไม่น้อยกลับเชื่อว่าถ้าไม่ขู่ ไม่คุกคาม งานก็ไม่เดินหน้า ซึ่งอาการหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ว่าการข่มขู่คุกคามในที่ทำงานเริ่มส่งผลกระทบต่อการงานคือ เริ่มมีการลา การขาดงานมากขึ้นกว่าก่อนที่จะเกิดการข่มขู่คุกคาม ซึ่งอธิบายได้ว่าคนเรามีขีดจำกัดนี้เท่าการอดทนต่อการคุกคาม ถ้ามีการคุกคามอย่างต่อเนื่องมากกว่าสองเรื่องในช่วงเวลาเดียวกัน ผลกระทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตามจำนวนเรื่องคุกคามที่เพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ คือเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่า เมื่อเทียบกับผลกระทบจากการข่มขู่คุกคามเพียงเรื่องเดียว ดังนั้น ในวงการที่เน้นการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ จึงมีความพยายามในการสร้างการข่มขู่คุกคามขึ้นพร้อมๆ กันให้มากเรื่องที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้มีผลกระทบเพิ่มขึ้นมากๆ กับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
การข่มขู่คุกคามที่เกิดขึ้นในที่ทำงานส่วนใหญ่มาจากความกลัวและตัณหาของคนที่สร้างการคุกคามนั้นขึ้นมาส่วนน้อยมาจากการไม่ชอบหน้ากันเป็นส่วนตัวแบบไม่ถูกชะตากัน ยิ่งผู้บริหารกลัวจะหลุดจากเก้าอี้มากเท่าใด ที่ทำงานนั้นก็จะมีการข่มขู่คุกคามมากเท่านั้น ผู้บริหารข่มขู่คุกคามเพราะความกลัวที่จะสูญเสียตำแหน่ง หรือไม่ก็มีตัณหาอยากใหญ่ อยากโตมากขึ้นไปอีก ซึ่งอาจเป็นตัณหาและความกลัวที่ส่งต่อกันมาเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ลงมาถึงระดับกลาง ระดับเบื้องต้นตามลำดับ รูปแบบหนึ่งของการข่มขู่คุกคามจากความกลัวว่าจะหลุดจากตำแหน่งหน้าที่ของผู้บริหารที่พบได้บ่อยๆ คือมีการมอบหมายงานที่เกินกว่าจะมีใครกระทำได้สำเร็จ แล้วตั้งใจใช้ความล้มเหลวที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ นั้นเป็นข้ออ้างในการลงโทษคนทำงานที่เป็นเหยื่อของการข่มขู่คุกคามนั้น เพื่อสำแดงให้ทุกคนเห็นว่าตัวฉันยังมีอำนาจเต็มมือ เก้าอี้ฉันยังอยู่อีกนาน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการคุกคามในการทำงานเช่นนี้ ไม่มีประโยชน์ที่จะใช้ปฏิกิริยาป้องกันตัวโดยอัตโนมัติทำการตอบโต้ออกไป อย่าลืมว่าเมื่อมีการข่มขู่จนเรารู้สึกหวาดกลัว เรามักจะตอบโต้กลับไปในทำนองเดียวกัน เราทุกคนมีกลไกการเลียนแบบการคุกคามอยู่ในตัวเรา ทันทีที่รู้สึกโกรธจากความกลัวการคุกคามนั้น เราจะเลียนแบบการคุกคามนั้นในการตอบโต้ไปโดยอัตโนมัติ ลองสังเกตคนที่กำลังถกเถียงกันอย่างรุนแรง จะเห็นว่าสักพักหนึ่งต่างฝ่ายต่างใช้ถ้อยคำของอีกฝ่ายหนึ่งในการตอบโต้กัน เราเลียนแบบการคุกคามเพื่อใช้ตอบโต้การคุกคาม ดังนั้น จึงใช้หนทางนี้กับการคุกคามในที่ทำงานไม่ได้ เพราะวิธีการที่ผู้บริหารใช้คุกคามคนทำงานนั้น คนทำงานจะใช้คุกคามผู้บริหารกลับคืนไม่ได้ ผู้บริหารคุกคามด้วยการติเตียนอย่างรุนแรงต่อหน้าคนอื่นได้ แต่คนทำงานคุกคามผู้บริหารด้วยการติเตียนต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ ยกเว้นเพียงแต่บางคนที่มีเส้นสายรุงรัง จะตอบโต้ผู้บริหารอย่างไร ใครก็ว่าไม่ได้ เมื่อใดที่พบการข่มขู่คุกคามในการทำงาน ต้องพยายามบริหารจัดการตนเองให้สามารถรับมือการคุกคามนั้นได้แทนการตอบโต้แบบเกลือจิ้มเกลือ
เริ่มต้นสังเกตในทันทีว่าการข่มขู่นั้นมาจากความหวาดกลัวในเรื่องใด แล้วแยกแยะให้ได้ว่าความหวาดกลัวนั้นเกี่ยวข้องอย่างไรกับตัวเรา ระลึกไว้เสมอว่าถ้าตัวเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สร้างความกลัวให้เกิดขึ้น โอกาสที่เราจะหลุดรอดจากการข่มขู่คุกคามจะมีมากกว่า ถ้าพบแล้วว่าความหวาดกลัวนั้นคืออะไร ก้าวต่อไปคือพยายามส่งสัญญาณกลับไปในทางใดทางหนึ่งว่าตัวฉันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นกับผู้บริหาร ถ้าผู้บริหารข่มขู่เพราะกลัวว่าตัวเราจะก้าวแซงหน้าขึ้นมาทดแทนตัวเขา สัญญาณที่ต้องส่งออกมาแรงๆ คือต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเราสร้างความสำเร็จให้กับการงานได้ในหลากหลายมิติ พูดง่ายๆ ว่าตัวฉันมีทางก้าวหน้าได้หลายทาง ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะไปแย่งเก้าอี้เธอ เพราะฉันมีอีกหลายเก้าอี้ให้เลือกได้ ถ้าส่งสัญญาณกันชัดๆ แบบนี้แล้ว ยังไม่เลิกข่มขู่คุกคาม ก็ทำใจได้แล้วว่าคงเป็นการไม่ชอบหน้ากันมากกว่าเรื่องอื่นแล้ว จึงสมควรขยับขยายไปหาที่ใหม่ทำงานได้แล้ว
ในระหว่างที่ยังไม่ชัดเจนว่าการคุกคามนั้นมาจากความกลัวหรือตัณหาเรื่องใดของผู้บริหาร ขอให้พยายามวางตัวให้ดูเป็นกลางๆ ไว้ ซึ่งต้องระวังไว้ด้วยว่าเมื่อใดที่คนเรารู้สึกว่าถูกคุกคาม เรามักแสวงหาพรรคพวกมาช่วยเรารับมือกับการคุกคามนั้น หากยังไม่ชัดว่ากลัวอะไร มีตัณหาอะไรอยู่ การเร่งรีบเลือกเป็นพรรคพวกกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจไปเสริมตัณหาและความหวาดกลัวนั้นให้มากขึ้นไปอีก จนการข่มขู่เปลี่ยนเป็นจองล้างจองผลาญไปเลย ซึ่งรับมือและหาทางออกได้ยาก นอกจากจะต้องแตกหักกันไปข้างหนึ่งเท่านั้น การแตกหักระหว่างกันในที่ทำงานนั้นไม่ได้กระทบแค่คู่ใดคู่หนึ่ง แต่จะเดือดร้อนกันไปหมด คนที่กำลังจองล้างจองผลาญกันอยู่นั้น ใครไม่ใช่พวกฉันถือว่าเป็นศัตรูทั้งหมด กลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่ทำงานที่ทุกคนต้องตกไปอยู่ในสงครามกลางเมืองนั้นด้วยโดยไม่มีทางเลือก
ความสำเร็จสูงสุดในการทำงานภายใต้การข่มขู่คุกคามมาจากการที่สามารถบริหารจัดการตัวเราเองได้ ไม่ใช่การสร้างสงครามกลางเมืองในที่ทำงานเพื่อแสวงหาชัยชนะแต่อย่างใด






