ที่มาของซูเปอร์บอร์ด กสทช. หรือชื่อเต็มๆ ว่า คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน
การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กตป. ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดย กตป. มีที่มาจากการสรรหาของวุฒิสภา แต่ใช้งบประมาณดำเนินการจาก กสทช. นับเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัวเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ กลับต้องคอยรอรับเงินจากหน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบ แล้วกระบวนการตรวจสอบจะโปร่งใส เป็นธรรมได้อย่างไร ต่อให้คณะผู้ตรวจสอบมีคุณธรรมจริยธรรมสูงส่งเพียงใด ก็ไม่น่าจะทำงานออกมาเป็นผลที่ไม่สร้างความคลางแคลงใจแก่สาธารณชน เปรียบเสมือนการเลือกตั้งทางปกครองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สส. สว. อบต. อบจ. ที่มีข่าวอย่างเป็นทางการบ้าง ไม่เป็นทางการบ้างว่า มีการซื้อสิทธิขายเสียงกันเนืองๆ แทบทุกการเลือกตั้ง อันนำไปสู่ความเกรงอกเกรงใจผู้ให้เงิน หรือผลประโยชน์ต่างตอบแทน ใครให้เงินก็ต้องไปลงคะแนนเสียงให้คนนั้น นำไปสู่วงจรอุบาทว์ที่กล่าวหากันสืบเนื่องมา
กรณีของคณะตรวจสอบการทำงานของ กสทช. หรือซูเปอร์บอร์ด ก็เช่นกัน ถึงจะได้รับการสรรหามาอย่างดี ได้ผู้มีคุณธรรม ความดีสูงส่งเยี่ยมมาเพียงใดก็ตาม หากที่มาของเงินงบประมาณดำเนินการต้องมาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าไปตรวจสอบ ย่อมมีผลต่อความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบนั้นๆ แม้จะพยายามทำใจให้เป็นกลาง เป็นธรรมอย่างไรก็ตาม เพราะการเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ นั้น มักถูกบ่มเพาะให้ต้องเกรงอกเกรงใจต่อผู้มีพระคุณ การแยกภาระหน้าที่ ออกจากความกตัญญูรู้คุณค่อนข้างจะทำได้ยากในสังคมไทยๆ
แต่ที่ผ่านมา กตป. อาจจะไม่เคยต้องผ่านกรณีที่อิหลักอิเหลื่อ จะทำอะไรรุนแรงต่อ กสทช. ก็ไม่ได้ จะละเลยไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้ เพราะ กสทช. ได้สำแดงอำนาจแห่งเงินให้เห็นเสียก่อนด้วยการอนุมัติงบประมาณให้แก่ กตป. จำนวนน้อยๆ ซึ่ง กตป. ออกมาร้องผ่านสื่อว่า "ไม่พอใช้" หลังได้รับงบประมาณมา 43 ล้านบาท แบ่งเป็นงบเงินเดือน กตป. ทั้ง 5 คน ราว 17 ล้านบาท งบจัดจ้างที่ปรึกษาแบบรับจ้างชั่วคราวราว 20 ล้านบาท และงบจัดจ้างพนักงานราว 5 ล้านบาท ในส่วนของ กตป. ใช้งบประมาณส่วนของเงินเดือนเท่านั้น เนื่องจากเห็นว่า การจัดจ้างที่ปรึกษาควรเป็นแบบพนักงานประจำ ไม่ใช่พนักงานชั่วคราวซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานที่ต้องรักษาความลับได้ เพราะ กสทช. อนุมัติงบจัดจ้างพนักงานน้อยกว่าความจำเป็น
ดังนั้น กตป. ได้ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภา ชี้แจงถึงปัญหาอุปสรรคการทำงานว่าไม่สามารถทำหน้าที่ อย่างเต็มที่ กรรมการ 5 คน มีเจ้าหน้าที่ 2 คน ทำเรื่องขอคนไปยัง กสทช. 81 คน ได้รับอนุมัติ 40 คน ผู้เชี่ยวชาญ 11 คน ส่วนที่เหลือเป็นเจ้าหน้าที่ทั่วไปที่เกี่ยวข้องแต่ละด้าน จึงเสนอให้แก้ไขกฎหมายการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ กสทช. เพราะหากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็ทำงานไม่ได้ และที่มาของงบประมาณที่ต้องร้องขอจากหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ซึ่งเราเห็นด้วยกับ กตป. ว่า ควรแก้ไขให้ถูกที่ถูกทาง งบประมาณของ กตป. ต้องมาจากแหล่งอื่นไม่ใช่ กสทช. ที่ต้องเข้าไปตรวจสอบ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง เหมาะสม และป้องกันข้อครหาที่อาจมีได้






