ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลประเทศอังกฤษโดยการนำของนายกรัฐมนตรี เดวิด แคเมอรอน ได้ออกมาประกาศนโยบายที่แข็งกร้าวเกี่ยวกับการเข้าถึงเว็บไซต์
ที่มีเนื้อหาสื่อไปทางลามกอนาจารเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมทางเพศที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่มีชายชาวอังกฤษได้กระทำการข่มขืนกระทำชำเราเด็กหลังจากดูเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสื่อไปทางลามกอนาจาร โดยร่างกฎหมายฉบับนี้จะมุ่งจำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสื่อไปทางลามกอนาจารโดยเด็ดขาด รวมถึงการเอาผิดกับผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสื่อไปทางลามกอนาจารที่งดเว้นกระทำการอันเป็นการป้องกันหรือควบคุมดูแลเว็บไซต์ของตนเอง
อย่างไรก็ตาม มีการแสดงทัศนคติต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ในมุมมองที่หลากหลายและน่าสนใจ เช่น การบังคับใช้กฎหมายให้มีความเด็ดขาดไม่สามารถทำได้โดยง่ายและไม่สามารถปฏิบัติได้ในความเป็นจริง เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือรวมถึงมุมมองที่เห็นว่าการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเช่นนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนควรมีสิทธิที่จะเสพสื่อประเภทนี้ได้ตราบเท่าที่ไม่ได้ก่อความเดือดร้อนกับบุคคลอื่น รวมไปถึงมุมมองในทางเศรษฐกิจที่เห็นว่าการจำกัดสิทธิประเภทนี้โดยเด็ดขาด โดยไม่แยกแยะกลุ่มคนอาจจะกระทบระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อประเภทนี้อย่างมาก ตลอดจนความกังวลเรื่องขอบเขตการใช้บังคับกฎหมายเกี่ยวกับสื่อประเภทนี้ว่าจะมีขอบเขตการใช้บังคับเพียงใด
ต่อปัญหาดังกล่าว เมื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเทศไทย มีข้อสังเกตว่าประเทศไทยก็ประสบกับปัญหาลักษณะเดียวกับประเทศอังกฤษ เนื่องจากในปัจจุบันมีการเข้าถึงสื่อต่างๆ อย่างเสรีมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาส่วนหนึ่งของปัญหาสังคม จึงมีข้อพิจารณาว่าประเทศไทยจะหาทางป้องกันหรือบรรเทาปัญหานี้อย่างไร ในมุมของกฎหมาย ประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่เป็นเครื่องมือของรัฐในการเข้าควบคุมเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสื่อไปทางลามกอนาจาร เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ที่เอาผิดบุคคลผู้ที่มีความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการจ่ายแจกหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไป หรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใดๆ ซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่อง หมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก หรือในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 ซึ่งเอาผิดกับผู้ที่นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้หรือเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามก
แม้จะมีกฎหมายที่คอยควบคุมเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสื่อไปทางลามกอนาจารแล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่าการบังคับใช้กฎหมายกลับใช้บังคับได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น จึงมีประเด็นว่าถ้าหากประเทศไทยมีการบัญญัติ แก้ไข ปรับปรุงกฎหมายฉบับใหม่เพื่อควบคุมการเข้าถึงสื่ออนาจารเหล่านี้โดยเด็ดขาดเหมือนที่ประเทศอังกฤษพยายามจะกระทำ ทิศทางของกฎหมายในประเทศไทยควรจะเป็นเช่นไร สำหรับปัญหานี้ แนวทางการบัญญัติกฎหมายเพื่อจำกัดการเข้าถึงสื่อประเภทนี้อาจกระทำได้ใน 3 แนวทาง กล่าวคือ
แนวทางที่หนึ่ง คือ กฎหมายที่จำกัดการเข้าถึงสื่อโดยเด็ดขาดโดยไม่เลือกกลุ่มคน ไม่เลือกช่วงอายุเพราะเชื่อว่าสื่อเหล่านี้เป็นสื่อที่ก่อให้เกิดโทษกับสังคม แนวทางนี้อาจจะเป็นแนวทางที่มีข้อถกเถียงในเรื่องวิธีการบังคับใช้ ขอบเขตการบังคับใช้และในทางสิทธิขั้นพื้นฐานอาจจะถือเป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนจนเกินขอบเขต
แนวทางที่สอง คือ การเลือกจำกัดกลุ่มคนที่เข้าถึงสื่อประเภทนี้โดยจำกัดกลุ่มคนที่อาจจะไม่มีความสามารถในการแยกแยะความผิดถูกได้ เช่น เด็กหรือเยาวชน เป็นต้น แต่ปัญหาในการจำกัดการเข้าถึงโดยการแบ่งแยกกลุ่มคนเช่นนี้ คือ วิธีการในการจำกัดและแบ่งแยกกลุ่มคน รวมถึงวิธีการในการที่จะบังคับใช้กฎหมายให้มีผลบังคับได้จริง
ส่วนแนวทางที่สาม คือ การปล่อยให้เข้าถึงสื่อโดยเสรีโดยมีรัฐเป็นผู้ควบคุมตามสมควร วิธีนี้จะเป็นวิธีที่จะทำให้เกิดปัญหาสังคมมากที่สุดเพราะประชาชนทุกกลุ่มคนเข้าถึงสื่อได้โดยเสรีเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ในมุมมองทางด้านเศรษฐกิจ หลายประเทศกลับมีกฎหมายที่แตกต่างกับประเทศไทยโดยสิ้นเชิง หลายๆ ประเทศมีการอนุญาตให้มีอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจาร แต่อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐ โดยการจัดประเภทของสินค้าและจำกัดการเข้าถึงของผู้บริโภค มุมมองของประเทศเหล่านี้เห็นว่าสิทธิเหล่านี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถทำให้เป็นระบบโดยชอบด้วยกฎหมายภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐ นอกจากนี้ในหลายประเทศเห็นว่าสิทธิเหล่านี้ของเอกชนแต่ละคนเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิพื้นฐาน ที่ประชาชนควรมีตามสมควรเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ตราบเท่าที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายของบุคคลอื่น
จะเห็นได้ว่ามุมมองเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการเข้าถึงสื่อลามกอนาจารที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมมีความหลากหลายและมีความละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะกับสังคมไทยที่ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยนำมากล่าวถึงเพื่อให้มีการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง การหาทางป้องกันปัญหาอาจจะดีกว่าการรอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ไข
ดังนั้น กฎหมายของไทยที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสื่อไปทางลามกอนาจาร อาจจะต้องพิจารณาให้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การคุ้มครองเด็กและเยาวชน และที่สำคัญที่สุด คือ แนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม





