วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระวังเกิดประเพณีใหม่ นิรโทษกรรมให้กับตัวเอง

กรรมาธิการเสียงข้างมาก ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด

เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และหากประกาศใช้โดยไม่มีการแก้ไข ก็จะส่งผลให้ผู้กระทำความผิดต่างๆ ทั้งโดยภายหลังรัฐประหารในปี 2549 จนถึงเดือนส.ค. 2556 พ้นจาก"ความรับผิดชอบ" หรือไม่มีความผิด จึงเป็นที่มาของคำว่าร่างพระราชบัญญัติ"ฉบับสุดซอย" กล่าวคือนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดทั้งหมด

หากมองในแง่ทางการเมือง การนิรโทษกรรมแบบ"สุดซอย" เหมือนกับการ "เริ่มต้นใหม่" โดยประหนึ่งว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทางการเมืองในรอบหลายปีนั้น และนำไปสู่การฟ้องร้องกันหลายร้อยคดี ก็ยังไม่ได้ข้อยุติว่าผลการดำเนินคดีเป็นอย่างไร แม้ว่าบางคดีศาลได้ตัดสินไปแล้ว แต่ยังไม่สิ้นสุดกระบวนการความในขั้นศาล นั่นเท่ากับว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในครั้งนั้น ก็สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้เป็นปกติเช่นเดิม เพราะทุกอย่างมาเริ่มต้นกันใหม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้กรรมาธิการฯมีมติเห็นชอบร่างกฎหมาย"ฉบับสุดซอย"ไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการต่อต้าน เพราะขณะนี้เริ่มมีกระแสต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเริ่มเคลื่อนไหวกันพอสมควร แม้ฝ่ายรัฐบาลอาจประเมินว่าการต่อต้านในขณะนี้ไม่มีกำลังมากพอจะโค่นล้มรัฐบาลได้ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีหากจะเร่งผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ และก็ไม่กังวลกับกลุ่มแนวร่วมที่ต้องการลงโทษฝ่ายตรงข้าม ซึ่งไม่พอใจร่างกฎหมายฉบับนี้เช่นเดียวกัน แต่ก็เชื่อว่าน่าจะสามารถเจรจากันได้ให้เคลื่อนไหวในกรอบกติกา

หากร่างกฎหมาย"ฉบับสุดซอย"มีผลบังคับใช้จริง สังคมไทยก็จะเกิดธรรมเนียมทางการเมืองใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นธรรมเนียมใหม่ในระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา นั่นคือ หากต้องการจะแก้ปัญหา"ความผิด"ที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ก็สามารถใช้อำนาจทางการเมืองในสภาให้พ้นผิดได้ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างมากสำหรับสังคมไทยในอนาคต เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อนักการเมือง แต่กลับมีการลบล้างความผิดเมื่อมีอำนาจทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ต้องการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ เห็นว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในขณะนี้ หลังจากก่อนหน้านั้นได้ลองมาหลายรูปแบบ แต่ยังไม่สามารถแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นการลบล้างความผิดต่างๆ ด้วยการนิรโทษกรรม จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และเห็นว่าเป็นวิธีการที่น่าพิจารณาไปปฏิบัติ ซึ่งรูปแบบการแก้ปัญหาแบบ"ตั้งต้นกันใหม่" และ"ลืมๆ กันไป"อาจเป็นวิธีการที่ดีที่สุดของคนไทยก็เป็นได้ แต่จะเป็นไปตามที่ผู้พยายามผลักดันคาดหวังหรือไม่นั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องน่าติดตามอย่างใกล้ชิด

เราเห็นว่าหากในครั้งนี้สามารถนิรโทษกรรมได้ จะเกิดประเพณีทางการเมืองใหม่ตามที่กล่าวข้างต้น กล่าวคือ การต่อสู้ทางการเมืองต่อไปนี้อาจไม่มีใครคำนึงถึงรูปแบบที่ควรจะเป็นของระบอบประชาธิปไตยก็เป็นได้ แต่อาจจะใช้ทุกรูปแบบให้ได้มากซึ่งอำนาจ และบางกรณีอาจผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่ก็ไม่เป็นปัญหามากนัก เพราะสามารถออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ภายหลังโดยอ้างว่าเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาก็คือเราจะจัดการอย่างไร หากในอนาคต มีคนกระทำผิดและนิรโทษกรรมให้ตัวเอง โดยอ้างความสมานฉันท์ของชาติบ้านเมือง