นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ว่าที่ปลัดกระทรวงการคลัง บอกว่า ในฐานะปลัดกระทรวงการคลัง จะเข้าไปนั่งเป็นประธาน
คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว แทนนางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า นางสาวสุภา ได้รายงานตัวเลขปิดบัญชีโครงการในฤดูผลิตก่อนไปแล้วกับปลัดกระทรวงการคลังคนก่อนว่ามีผลขาดทุนราว 2 แสนล้านบาท โดยนายรังสรรค์ไม่เชื่อว่าจะขาดทุนมากขนาดนั้น โดยหยิบยกประสบการณ์ทางบัญชีมาตั้งข้อสังเกตว่าไม่น่าจะขาดทุนเป็นหลักแสนล้านบาท
นายรังสรรค์ อธิบายว่า หากคิดง่ายๆ จากราคารับจำนำข้าวมาตันละ 15,000 บาท แต่ราคาตลาดอยู่ที่ 12,000 บาทต่อตัน เท่ากับรัฐบาลจะขาดทุนแค่ตันละ 3,000 บาท และหากรัฐบาลรับจำนำข้าว 12 ล้านตัน ก็จะมีผลขาดทุนแค่ 36,000 ล้านบาท ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก แต่เมื่อรวมแล้วก็ไม่น่าจะขาดทุนถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี ส่วนจะขาดทุนเท่าไรนั้น ก็คงต้องรอให้นายรังสรรค์เข้าไปดูอย่างละเอียดอีกครั้งว่ามีผลขาดทุนเท่าไรกันแน่ ซึ่งไม่เพียงแต่นายสังสรรค์เท่านั้นที่ต้องการรู้ แม้แต่ประชาชนทั่วไปก็อยากรู้เช่นเดียวกัน
นายรังสรรค์ มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าตัวเลขขาดทุนไม่น่าจะถึง 2 แสนล้าน เหมือนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน และบอกอีกว่า "คนวิจารณ์ว่าโครงการรับจำนำข้าวมีความเสียหายขาดทุนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนเมือง" ซึ่งก็ไม่รู้ว่านายรังสรรค์ที่อ้างว่ามีความเชี่ยวชาญทางการบัญชีนั้น อ้างเรื่องความเป็น "ชนบท-เมือง" ไม่รู้ว่ามาเกี่ยวกับโครงการจำนำข้าวได้อย่างไร เพราะอย่าลืมว่าไม่ว่าจะเป็นคนเมืองหรือชนบท หากโครงการนี้ขาดทุนมหาศาล ทุกคนในประเทศก็ต้องรับภาระกันทั้งนั้น เพราะถึงสุดท้ายแล้วก็เป็นภาระรัฐบาลซึ่งก็คือภาษีของประชาชน
อันที่จริง ความขัดแย้งเรื่องผลการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวเกิดขึ้นมานาน นับตั้งแต่เริ่มมีการปิดบัญชีปีการผลิตเดิม และก็เกิดปัญหาในเรื่องของการตีความราคาสต็อกข้าวและการบริหารจัดการอื่น อาจกล่าวได้ว่าในรายละเอียดแล้ว แทบมีความเห็นต่างกันโดยสิ้นเชิงระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ฝ่ายหนึ่งก็ยืนยันว่ามีการลงบัญชีคิดปิดบัญชีกันอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน อีกฝ่ายหนึ่งก็ยืนยันว่ามีความผิดพลาดเพราะตัวเลขสูงเกินไป คนไทยที่ติดตามเรื่องนี้จึงเกิดความสับสนว่าอะไรคือความจริงของการใช้เงินจำนำข้าว
กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เมื่อมีการแถลงชี้แจงถึงเม็ดเงินทีไร ก็มักจะ "ไปไม่เป็น" เสมอ ซึ่งทำให้คนเกิดข้อสงสัยและไม่ไว้วางใจมากขึ้น แม้แต่การเจรจาขายข้าว "จีทูจี" กับรัฐบาลหลายประเทศ แต่ก็ปรากฏว่าคนที่ติดตามเรื่องนี้ไม่เชื่อว่าเป็นความจริง นั่นแสดงให้เห็นว่าขณะนี้สถานะของโครงการนี้กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ "ย่ำแย่" อย่างมาก กล่าวคือคนไม่ไว้วางใจว่าจะดำเนินอย่างโปร่งใส ในขณะเดียวกัน ก็ใช้งบประมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ดังผลของโพลล์แทบทุกสำนัก ก็ระบุตรงกันว่าประชาชนไม่ไว้วางใจมากขึ้น
เราเห็นว่า ประเด็นของโครงการนี้มีประเด็นเดียวจริงๆ นั่นคือ ความโปร่งใสและต้องคิดบัญชีกันอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวว่าจะเป็น "คนเมืองหรือชนบท" แต่เป็นเรื่องความโปร่งใสของการดำเนินงาน ตัวเลขขาดทุนน้อยหรือมากนั้น ไม่มีความสำคัญเท่ากับการทำงานอย่างโปร่งใส และอาจทำให้คนยิ่งไม่ไว้วางใจมากขึ้นไปอีก เมื่อว่าที่ปลัดกระทรวงการคลังระบุออกมาตั้งแต่ยังไม่เห็นข้อมูลว่าขาดทุนไม่น่าจะถึง 2 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่คนที่ทำเรื่องนี้ คือ คนกระทรวงการคลัง เราเห็นว่าการยึดเป้าหมายทางการเมืองสำหรับโครงการ กำลังพาประเทศไปสู่ความหายนะทางการคลัง...ในไม่ช้า






