พอความลับเปิดเผยออกมาว่า สหรัฐฯ ดักฟังโทรศัพท์และกลไกหน่วยข่าวกรอง ของเพื่อนซี้อย่างฝรั่งเศส, เยอรมัน และเม็กซิโก
ความหงุดหงิดงุ่นง่านก็พลันระเบิดออกมาอย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้ง
แต่ก่อนนี้ไม่มีใครรู้ว่าหน่วยสืบราชการลับของอเมริกา ไปแอบเก็บข้อมูลส่วนตัวของใครบ้าง และเชื่อว่าคงจะไปสอดส่องความลับของฝ่ายตรงกันข้าม หรือกลุ่มคนที่สงสัยว่าเป็นผู้ก่อเหตุร้ายเท่านั้น
ที่ไหนได้, พออดีตพนักงานสืบราชการลับมะกัน ชื่อ เอ็ดเวิร์ด สโนวเดน ที่เคยทำงานกับสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency) ออกมาเปิดโปงว่าใครถูกดักฟังบ้าง, เรื่องก็แดงไปทั่วโลก
นอกจากฝรั่งเศสจะโวยวายเสียงดังแล้ว, ล่าสุดเมื่อเปิดเผยว่าแม้โทรศัพท์มือถือของนายกรัฐมนตรีเยอรมัน แองเกลลา เมอร์เคิล ก็ยังถูกหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ดักฟังอย่างไม่เกรงอกเกรงใจกัน
อย่างนี้ก็ต้องเป็นเรื่องแน่นอน
ปกติ พันธมิตรรักใคร่กันอย่างสหรัฐฯ กับเยอรมัน จะไม่เล่นงานกันทางการทูต แต่คราวนี้เบอร์ลิน บอกว่า วอชังตัน ทำอย่างนี้ไม่ไหวจริง ๆ
รัฐบาลเยอรมันจึงเรียกทูตสหรัฐฯประจำเยอรมันมาพบเพื่อประท้วงในการกระทำที่ผิดหลักผิดเกณฑ์เช่นนี้
ถือว่าเป็นการแสดงออกของความไม่พอใจอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
นายกฯหญิงแกร่งของเยอรมันประกาศว่าเธอต้องการคำมั่นจากประธานาธิบดี บารัก โอบามา ว่า ข่าวเรื่องที่จารชนมะกันแอบฟังโทรศัพท์มือถือของเธอนั้นไม่จริง
รัฐบาลสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์อย่างร้อนรนทันที ว่าไม่มีการดักฟังมือถือของผู้นำเยอรมัน และยืนยันว่าในอนาคตจะไม่มีเรื่องอย่างนี้
โดยไม่ยอมรับว่าในอดีตมีเรื่องฉาวโฉ่อย่างนี้จริงหรือไม่ ทำกันบ่อยแค่ไหน และทำกันด้วยเหตุผลอันใด
รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมันโทมัส เดอ ไมเซียเร สะท้อนความเดือดดาลของผู้นำเยอรมันด้วยการบอกว่า
“เยอรมันเป็นมิตรสหายสนิทที่สุดของสหรัฐฯ ถ้าเรื่องนี้จริง มันก็แย่จริง ๆ ...เป็นเพื่อนคบกันอย่างนี้ได้อย่างไร?”
นี่เป็นภาษาทางการที่พูดออกทางทีวี หากไปแอบฟังบทสนทนาระหว่างนายกฯเยอรมันกับทีมงานระดับสูง คงจะมีวาทะดุเดือดกว่านี้หลายเท่านัก
นักการเมืองอาวุโสเยอรมันต่างพากันออกข่าวประณามวิธีการล่วงล้ำสิทธิส่วนตัวของประเทศอื่น ไม่เลือกว่าเป็นมิตรหรือศัตรู อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน
หากเป็นพันธมิตรกันแล้วยังมีความสงสัยคลางแคลงต่อกันอย่างนี้ก็ไม่ต้องคบหากันแบบเดิมอีกต่อไป
ก่อนที่นายกฯหญิงแกร่งเยอรมันยกหูไปต่อว่าต่อขานโอบามา เพียงไม่ถึง 48 ชั่วโมง, ประธานาธิบดี ฟรังซัวส์ โอลลอง ก็ต่อสายถึงผู้นำสหรัฐฯ ด้วยอารมณ์เดือดดาลไม่น้อยเพราะเอกสารลับที่นายสโนวเดน นำมาเปิดเผยระบุว่าผู้นำที่ปารีส ก็โดนแบบนี้เหมือนกัน
เรียกว่าการดักฟังของกลไกข่าวกรองมะกันนั้นไม่เว้นใครทั้งสิ้น
เรื่องร้าย ๆ อย่างนี้มีมาอย่างต่อเนื่องเพราะการเปิดเผยแนวทางของราชการลับของวอชิงตัน เดือนที่แล้ว ประธานาธิบดี บราซิลดิลม่า โรสเซฟ ประกาศเลื่อนการไปเยือนสหรัฐฯ เพราะมีการเปิดเผยว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ได้ลอบเก็บข้อมูล ที่สื่อสารระหว่างผู้นำบราซิลกับคนใกล้ชิด และกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Petrobras อีกด้วย
อดีตผู้นำเม็กซิโก ฟิลิเป้ คอลเดรอน ก็เป็นเหยื่อของการดักฟังสมัยดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเช่นกัน
ความจริง, เขารู้ว่าใครพูดอะไรกับใครในประเทศนี้มาหลายสิบปีด้วยซ้ำไป เพราะวอชิงตัน มักจะรู้อะไรที่คนไทยเองไม่ค่อยจะได้รู้บ่อย ๆ ไป
ข่าวออกมาอย่างนี้แล้ว ผมจะไม่แปลกใจเลยหากผู้นำไทยถูกดักฟังเหมือนกัน!!!






