ไปมาดริดเที่ยวนี้ มีโอกาสพักใจกลางเมือง ใกล้ๆ กับพลาซ่า เมเยอร์ โดยมีน้องเจมส์ อาวุธ จิวรากรานนท์ ผู้สื่อข่าวจากสยามสปอร์ต เป็นผู้นำทาง
ได้เดินผ่านอนุสาวรีย์ของดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า
บุคคลท่านนี้ถือเป็นตัวละครเอกในวรรณกรรมคลาสสิกระดับโลกที่น้อยคนจะไม่รู้จักอัศวินผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ มีชีวิตโลดแล่นในวรรณกรรมของนักเขียนสเปนนาม มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดร้าเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ชีวิตและเรื่องราวการผจญภัยของดอนกิโฆเต้ ได้กลายเป็นตำนานในหมู่นักอ่านที่ถูกเล่าขานไม่รู้จบ เหตุที่วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับการยอมรับจากนักเขียนและนักอ่านทั่วโลกให้เป็นงานวรรณกรรมที่ดีที่สุดของโลก คงไม่มีคำอธิบายใดดีเท่ากับการที่คนไทยต้องลองค้นหาสัมผัส ผ่านอรรถรสการอ่านด้วยตนเองโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ ได้เป็นผู้แปลหนังสือเล่มนี้ไว้แล้ว
ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝันดอนกิโฆเต้ มีอัศวินสำรองชื่อว่า ซานโช่ ปันซ่า เป็นชาวนาพุงพลุ้ยติดตามไปด้วยตลอดเวลาในการรบ เพราะเชื่อคำสัญญาของดอนกิโฆเต้ที่จะให้เป็นเจ้าปกครองดินแดนที่มีน้ำล้อมรอบ
ซานโช่เป็นตัวละครมีเสน่ห์มาก อ่านแล้วหลงรักเขาเต็มหัวใจ ซานโช่เป็นคนตรงไปตรงมา หนังสือบรรยายว่าเขา “ซื่อเซ่อ” แต่อ่านไปแล้วจะเห็นว่าคารมคมคายเขาไม่เบา
ซานโช่ช่างประชดแดกดัน เขาเป็นสีสันสำคัญของเรื่องที่นำอารมณ์ขันมาให้ ยามซานโช่ปรากฏตัว หน้ากระดาษดูจะสดใสขึ้นมา และทำให้หนังสือมีสีสันและน่าอ่านมากขึ้นทีเดียว
มาถึงมาดริด ต้องรีบไปกินฮามอน (หมูเค็ม) ที่ร้านมาเซอร์ เดล ฮามอน ร้านนี้มีหลายสาขา ผู้คนเวลาไม่มีอะไรทำ ก็ต้องมานั่งเล่นๆ แบบสบายๆ เข้าร้านนี้ดื่มเบียร์แก้วละ 1 เหรียญยูโร พร้อมของกินเล่นอีก 1 หรือ 2 อย่าง ของกินเล่นมีตั้งแต่ กะหรี่ปั๊บ ไส้กรอก ผักจิ้มผักทอด รวมถึงยำปลาหมึกที่เป็นของชาวมาดริด
ร้านฮามอนร้านนี้ มีคนเขียนชมถึง 239 รีวิว และทุกคนต่างยกให้ว่า เป็นร้าน 4 ดาวที่ทุกคนชอบไปนั่งพักผ่อนในยามเมื่อยล้า บางรายทำงานทั้งวัน ก็เข้าไปดื่มสักแก้วสองแก้ว เพราะมีของกินเล่นอยู่ตลอดเวลาซึ่งทางร้านให้แบบไม่หวงของ เพราะให้กินกันฟรีๆ แต่เบียร์ เหล้าและน้ำดื่มต้องจ่ายตังค์ พร้อมมีขาหมูโชว์อยู่ตามข้างฝาผนัง ไม่ต่ำกว่าประมาณ 400-500 ขา บางขาราคาค่อนข้างแพง บางขาราคาระดับปกติ แต่เห็นชาวมาดริดเล่ากันว่า หากจะกินฮามอนที่ดังและมีราคาแพง ต้องกินที่ทำมาจากเนื้อหมูดำไอบีเรียเท่านั้น
รสชาติของฮามอนก็เป็นเนื้อสดๆ ที่เอาไปตากจนแห้งและเหนียว พร้อมผสมเกลือในการหมัก รสชาติฮามอนบางเจ้า เค็มมาก เค็มน้อย เค็มแบบผู้ดี เค็มแบบกรรมกรแล้วแต่คุณจะเลือกกินแบบไหน เพราะมีหลายแบบหลายสีให้เลือกกิน สารพัดชนิด เห็นคนที่กินฮามอนต่างเล่ากันว่า เมื่อเห็นแล้วต้องรีบเข้าไปกิน เมื่อกินแล้ว ยิ่งอร่อย ทำให้ไม่สามารถหยุดกินได้
ฮามอนมีจำแนกอยู่หลายชนิด ขึ้นอยู่กับตามสายพันธุ์ของหมูที่นำมาหมัก บางรายบอกว่า สายพันธุ์อิแบริโก้ เป็นหมูเค็มที่ราคาค่อนข้างแพงแบบขั้นเทพ ส่วนการหั่นหมูฮามอนจะต้องใช้เครื่องหั่นเท่านั้น ถ้าใช้มีดอีโต้สับเสิบจะทำให้กินไม่อร่อย ใช้เครื่องสไลด์บางๆ กินแบบใจเย็นๆ จึงจะได้รสชาติที่ดีกว่า
พอเข้าช่วงเย็น แวะที่ร้านคาซ่า เดอ วาเลนเซีย ทางร้านได้ปรุงกุ้งสีแดงทั้งตัวซึ่ง ที่นี่เรียกว่า Carabineros Shrimp ภาษาอังกฤษเรียกว่า Scarlet Shrimp หรือ Cardinal Shrimp แปลว่า กุ้งแดง หากแปลภาษาสเปนแปลว่า กุ้งตำรวจ สาเหตุที่เรียกแบบนี้เพราะว่าสีเปลือกกุ้งเป็นสีเดียวกับชุดของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หากเป็นฝรั่งเศสตามภัตตาคารหรูชื่อดังจะเรียกกุ้งชนิดนี้ว่า CrevetteImperiale หรือกุ้งพระราชานั่นเอง
กุ้งชนิดนี้อยู่ในทะเลน้ำลึก บริเวณตะวันออกของมหาสมุทรแอตแลนติกจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณประเทศโปรตุเกส หลังจากรับประทานกุ้งชนิดนี้แล้วค่อนข้างติดใจในรสชาติ เลยแวะไปที่ตลาดสดกลางเมืองซึ่งเป็นตลาดอาคารไม้เก่าแก่ อยู่ด้านหลังทิศตะวันตกของพลาซ่า เมเยอร์
ที่นี่ขายกุ้งแดงในราคาตัวละ 18 เหรียญยูโร พร้อมอบสดๆ หลังจากปรุงเสร็จเรียบร้อย ทางพ่อครัวแนะนำให้เรารับประทานหัวกุ้ง โดยใช้ช้อนตักน้ำมันจากหัวกุ้ง นำมารับประทาน อร่อย หอมหวนกับกุ้งเมนูจานเด็ด
มื้อดึกช่วงดินเนอร์มีโอกาสจองโต๊ะตอน 5 ทุ่มครึ่ง เพื่อรับประทานอาหารที่ร้านอาหารบูติน เพราะตอน 5 โมงครึ่งถึงห้าทุ่ม ที่นั่งมีคนจองเต็มหมด ร้านบูตินเป็นร้านอาหารเก่าแก่ เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1725 เก่าแก่ที่สุดในยุโรป ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสพลาซ่าเมเยอร์ แหล่งบริเวณนี้เป็นที่สังสรรค์ของคนยามค่ำคืน ในช่วงที่ไปเป็นช่วงต้นเดือนกันยายน อากาศค่อนข้างดี ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป ตามถนนหนทางในย่านนี้มีผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอย กินข้าวยามราตรี ถึงเที่ยงคืนผู้คนก็ยังค่อนข้างหนาแน่น และยิ่งช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็ดูครึกครื้นกว่าวันปกติ
ในวันหนึ่งๆ ได้มีโอกาสแวะชิมร้านอาหาร ไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง หมูหันที่นี่ เป็นหมูที่ย่างด้วยถ่านไม้ย่างกันมาเป็นเวลาเกือบ 300 ปี ไม่มีการใช้แก๊ส เตา หม้อ ไห และอุปกรณ์ที่ใช้ส่วนใหญ่ยังเป็นอุปกรณ์แบบดั้งเดิม หมูหันที่นำมาย่างก็เป็นหมูที่เพิ่งจะหย่านมแม่ได้ 20 วันแล้วเอาถูกนำมาทำเป็นหมูหัน วันนึงๆ หากในช่วงที่ขายดีมากๆ จะมีลูกหมูถูกนำมาหันไม่ต่ำกว่า 400-500 ตัว หากรวมเป็นเวลา 1 ปี ก็ไม่ต่ำกว่า 160,000 ตัว นับเป็นตัวเลขจำนวนมหาศาล
ร้านนี้มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นหนึ่ง เป็นชั้นที่สำหรับรับแขกไม่เกิน 40 ที่นั่ง นอกนั้นเป็นห้องครัวและบาร์สำหรับในการเสิร์ฟลูกค้า ส่วนชั้นสอง บรรยากาศค่อนข้างดี สามารถมองเห็นทะลุปรุโปร่ง เห็นบรรยากาศของวิวในบริเวณพลาซ่า เมเยอร์ ส่วนชั้นใต้ดินจะเป็นแบบอุโมงค์ บรรยากาศค่อนข้างขลังและดีกว่าบรรยากาศทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสอง เพราะรอบด้านมีอิฐอยู่รอบข้าง พร้อมพื้นหินที่ยังคงอนุรักษ์ความเป็นร้านอาหารเก่าแก่ เรายังสามารถลงไปอีกชั้นหนึ่งซึ่งเป็นที่เก็บไวน์ตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน ไวน์ที่นี่ รสชาติค่อนข้างดี เป็นรุ่น RIOJO 2009 ดื่มกับเนื้อหมูอย่างได้เอร็ดอร่อย
ถือเป็นการท่องเที่ยวในมาดริดเพื่อรู้วิถีชีวิตของคนสเปน ตลอดจนความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศนั้นๆ พร้อมกับฝึกตนให้เป็นคนที่อยู่ง่ายกินง่าย ปฏิบัติตามกฎระเบียบของเมืองมาดริด ไม่ทำในสิ่งที่เป็นข้อขัดแย้งของคนในชุมชน รวมถึงไม่ลบหลู่ดูถูกเรื่องความเชื่อ ถือเป็นการเคารพกติกา แล้วก็จะทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในทุกประเทศในโลกใบนี้
เหมือนกับวรรณกรรมยิ่งใหญ่ของสเปนที่สามารถเขียนให้ผู้คนอ่านได้ทั่วโลก
จึงขอรำลึกดอนกิโฆเต้ที่อ่านจากหนังสือและได้ไปดูรูปปั้นที่เป็นของจริงที่นั่น ถือเป็นความประทับใจอย่างไม่รู้ลืมกับการท่องเที่ยวจักรวาลกับโลกใบนี้






