วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตัวบ่งชี้สำคัญ ที่ชื่อว่า Non-Farm Payroll

เชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านได้ติดตามสถานการณ์ US SHUT DOWN และ Debt Ceiling มาตลอดทั้งเดือน

กันยายนต่อเนื่องถึงวันที่ 17 ตุลาคม ทุกคนทราบดีว่า นี่เป็นเกมการเมืองที่ Democrat ซึ่งคุมเสียงข้างมากในสภาสูง (หรือ วุฒิสภา) ต้องการให้นโยบาย OBAMACARE ดำเนินต่อไปเพราะเป็นนโยบายหาเสียงที่ซื้อใจชนชั้นรากหญ้าได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ Republican ซึ่งคุมเสียงข้างมากในสภาล่าง (หรือ สส.) ได้ยื่นเงื่อนไขให้เลื่อนนโยบาย OBAMACARE ออกไป 1 ปี ด้วยเหตุผลว่าแม้นโยบายนี้จะเป็นแนวทางที่ดี แต่ทำให้ภาครัฐต้องบักโกรก และเป็นที่มาของ Budget Deficits ถึง USD200 Bln ต่อปี และคาดว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้ารัฐจะต้องควักกระเป๋า เพื่อสนับสนุนนโยบายนี้สูงถึง USD 1.36Trn (1.36 ล้านล้านดอลลาร์)

นอกจากประเด็นเรื่อง SHUT DOWN เพื่อประคองค่าใช้จ่าย และการเบิกจ่ายแล้วภายใต้เงื่อนไขของการเพิ่มหนี้แล้ว สหรัฐยังต้องประสบกับปัญหา DEBT CEILING ซึ่งสุดท้ายแล้วสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ โดยตกลงยืดประเด็นการเจรจาเพดานหนี้ไปจนกระทั่ง 7 ก.พ. ทั้งนี้สภาฯ จะต้องตกลงกันในเรื่องงบประมาณในวันที่ 13 ธ.ค. นี้

อย่างไรก็ตาม Fitch Ratings ได้ปรับ Outlook สหรัฐ เป็น Negative เนื่องจากประเด็นความล่าช้าของรัฐบาลในการดำเนินการเรื่อง Debt ceiling

ความหวังที่เศรษฐกิจสหรัฐ จะเริ่มฟื้นตัวในปีนี้กลับลดน้อยลงเมื่อตัวเลข Non-Farm Payroll (NFP) เดือนกันยายนของสหรัฐ ซึ่งเพิ่งเปิดเผยในวันอังคารออกมาไม่ดี กล่าวคือ การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นเพียง 148,000 ต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาดที่ 180,000

ในขณะที่ตัวเลขเดือนสิงหาคมได้มีการ revise up จากเดิม 169,000 เป็น 193,000 ตำแหน่ง พร้อมกับปรับลดตัวเลขเดือนกรกฎาคมลงจาก 104,000 เป็น 89,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ Unemployment rate ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7.2%

ตัวเลขการจ้างงานเป็น Indicator ที่ FED ให้ความสำคัญอย่างมากในเวลานี้ และการอ่อนค่าลงของ NFP ย่อมสนับสนุนการตัดสินใจยืดกระบวนการ Tapering ออกไป

จริงๆ แล้ว Bernanke ได้แถลงใน FOMC meeting เดือน ก.ย. ว่าภาพของเศรษฐกิจสหรัฐ ได้เปลี่ยนไปอย่างมากหลังจากการประชุมในเดือน มิ.ย. แม้ตัวเลขส่งออกของจีน และดัชนีการผลิตของทั้งจีน และยุโรปจะปรับตัวดีขึ้นอย่างเด่นชัด แต่ในเวลานี้นักลงทุนทุกคนให้น้ำหนักไปที่ ตัวเลข NFP

ตลาดดอกเบี้ยทั่วโลกได้ตอบรับตัวเลข NFP ที่น่าผิดหวังอย่างคึกคัก โดย Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือ UST 10 ปี ปรับลดลงในทันที 10bps สู่ระดับ 2.49%

นอกจากนั้น USD ได้อ่อนค่าลงทันที เมื่อเทียบกับยูโร และเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 2 ปี ส่งผลให้ ดัชนีค่าเงิน USD หรือ DXY Index ได้อ่อนค่าลงจาก 79.695 เป็น 79.195 เมื่อพิจารณา DXY Index คู่กับ UST yield แล้ว พบว่ามี Correlation ที่สูงมากคู่หนึ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีความเปราะบาง

การที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลงนั้น น่าจะเป็นการตอบรับข่าวร้ายในช่วงสั้น แต่ในระยะกลาง ตลาด Emerging Markets น่าจะมีความคาดหวังจากการที่ FED จะคง QE ต่อไป ทำให้ปริมาณเงินในระบบสูงขึ้น สภาพคล่องจะวิ่งเข้าสู่ตลาด EM Equities และ EM Bonds อีกครั้ง Fund manager คงทำ Tactical Asset Allocation อีกครั้ง

Yield curve บ้านเรามีการตอบสนองในลักษณะเดียวกันคือ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลไทยได้ปรับลดลงตลอดทั้ง Curve เฉลี่ย 3-8bps รับข่าว NFP และเมื่อพิจารณาในรอบ 10 วันที่ผ่านมามีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยสูงถึง 30,000 ล้านบาท โดย 85-90% เป็นการเข้าซื้อ (รวมถึงการ Roll over) ตราสารระยะสั้น และที่เหลือเป็นตราสารที่มีอายุมากกว่า 1 ปี

ต้องไม่ลืมว่าประเด็นการคลังของสหรัฐ มีผลต่อการพิจารณา Tapering ในการประชุม FOMC ในวันที่ 29-30 ต.ค. และในวันที่ 18 ธ.ค. อย่างแน่นอน คาดว่าอย่างเร็วที่สุดที่ FED จะเริ่มกระบวนการ Tapering น่าจะเป็นเดือน มี.ค. ปีหน้า เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วจะต้องใช้เวลาอีกราว 2-3 เดือนหลังจากตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP และ การจ้างงาน) ที่ออกมาดี